ศาลฎีกาตัดสินคุณสมบัติ ส.ว. ได้หรือไม่

กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาขอบเขตอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยประเด็นสำคัญคือ ศาลฎีกาสามารถเข้ามาตรวจสอบหรือตัดสินคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติไปแล้วได้หรือไม่ เรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับกระบวนการคัดเลือก ส.ว. อำนาจของ กกต. และบทบาทของศาลฎีกาในการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 กกต. ประชุมเพื่อพิจารณาความคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาในคดีฮั้ว ส.ว. ก่อนหน้านี้ กกต. มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาดำเนินคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้องจำนวน 77 คน ในจำนวนนี้เป็น ส.ว. ชุดปัจจุบัน 26 คน ขณะเดียวกัน ยังมีคำร้องที่ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. บางราย ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ศาลฎีกาตัดสินคุณสมบัติ ส.ว. ได้หรือไม่ หลังจาก กกต. เคยมีคำวินิจฉัยหรือประกาศรับรองไปแล้ว

ศาลฎีกาตัดสินคุณสมบัติ ส.ว. ได้หรือไม่

กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกา โดย กกต. เห็นว่าการตีความให้ชัดเจนเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในการใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. เดินหน้าไปตามกฎหมาย

ประเด็นแรกที่ กกต. ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คือ เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ว. ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวจะถือเป็นที่สุดหรือไม่ หากถือเป็นที่สุด ก็อาจหมายความว่าไม่สามารถนำเรื่องเดิมกลับมาตรวจสอบซ้ำได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจเฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561

อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีที่ กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่งกฎหมายเดียวกัน กกต. เห็นว่า หากมีการยกคำร้องแล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวควรถือเป็นที่สุด ไม่ควรมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำอีก เพราะอาจทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่มีจุดสิ้นสุดและเกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย

ศาลฎีกาตัดสินคุณสมบัติ ส.ว. ได้หรือไม่ในมุมมองของ กกต.

ต้นเหตุของปัญหาเกิดจากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ราย ได้แก่ นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์ และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์ นอกจากนี้ ยังมีการขอให้ศาลทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ในบางเรื่องด้วย

ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา 3 คดี และมีคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำคำคัดค้าน รวมทั้งกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน การรับคำร้องดังกล่าวทำให้ กกต. ตั้งข้อสังเกตว่า ศาลฎีกาอาจกำลังใช้อำนาจเข้ามาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครที่ผ่านขั้นตอนการรับสมัครไปแล้ว รวมถึงทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ซึ่ง กกต. เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่มีผลเป็นที่สุด

ในมุมของ กกต. รัฐธรรมนูญมาตรา 224 กำหนดให้ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ ควบคุมดูแล และดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก ส.ว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ยังมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย และประกาศผลการเลือกตั้งตามกรอบกฎหมาย ดังนั้น การให้ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบเรื่องที่ กกต. มีคำวินิจฉัยไปแล้ว อาจกระทบต่อขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ

ขอบเขตอำนาจศาลฎีกาตามกฎหมายเลือก ส.ว.

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561 กำหนดอำนาจของศาลฎีกาไว้ในบางกรณี เช่น ผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกตั้งสั่งไม่รับสมัครหรือถูกลบชื่อ และต้องการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อในบัญชีผู้สมัครตามมาตรา 22 และมาตรา 23 รวมถึงกรณีที่การเลือกในระดับต่าง ๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 44

อย่างไรก็ตาม กกต. ระบุว่า กฎหมายไม่ได้เขียนให้อำนาจประชาชนหรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้วโดยตรง อีกทั้งยังไม่มีบทบัญญัติที่เปิดทางให้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. หากการตีความเป็นไปตามแนวทางนี้ คดีที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังว่าอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาหรือไม่

  • กกต. ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเรื่องขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กร
  • คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครอาจมีสถานะเป็นที่สุดตามเงื่อนไขของกฎหมาย
  • คำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. อาจไม่สามารถนำกลับมาทบทวนซ้ำได้
  • ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่การตรวจสอบทุกประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ
  • คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยสร้างแนวทางสำหรับคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต

กกต. ยังอ้างถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ซึ่งวางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยอาจถือเป็นที่สุด หากการดำเนินการนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลโดยตรง ตัวอย่างเช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้อง ย่อมอาจไม่สามารถถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือส่งให้ศาลตรวจสอบซ้ำได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังต้องรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพราะเกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมายหลายมาตรา และอาจมีผลต่อทั้งคดีฮั้ว ส.ว. การรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร และการทำงานขององค์กรอิสระในอนาคต สิ่งที่สังคมควรติดตามคือ เหตุผลทางกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงผลกระทบต่อผู้ถูกร้องและกระบวนการเลือก ส.ว. โดยรวม

สรุปแล้ว คำถามว่า ศาลฎีกาตัดสินคุณสมบัติ ส.ว. ได้หรือไม่ ยังไม่มีคำตอบสุดท้ายจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะคดีใดคดีหนึ่ง แต่ยังอาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบการเลือกตั้งของไทย ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยฉบับเต็มเพื่อทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน

ที่มา – กกต. ส่งศาลรธน.ตีความอำนาจศาลฎีกา ตัดสินคุณสมบัติสว.ที่มีมติไปแล้วได้หรือไม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *