นายกฯ มอบ มท.2 คุมเข้มมูลนิธิทั่วประเทศ
นายกฯ มอบ มท.2 คุมเข้มมูลนิธิทั่วประเทศ พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการจดทะเบียน การดำเนินกิจกรรม และการเรี่ยไรเงินบริจาคอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้มูลนิธิถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนที่มีจิตศรัทธา
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลด้านการจัดระเบียบสังคม รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันกำหนดมาตรการกำกับดูแลมูลนิธิทั่วประเทศให้มีความชัดเจนและรัดกุมมากขึ้น
นายกฯ มอบ มท.2 คุมเข้มมูลนิธิทั่วประเทศ
แนวทางสำคัญคือการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ การกำหนดวัตถุประสงค์ การดำเนินกิจกรรม ตลอดจนวิธีการประชาสัมพันธ์และเรี่ยไรเงินหรือสิ่งของบริจาคจากประชาชน โดยทุกมูลนิธิควรดำเนินงานอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง
รัฐบาลย้ำว่า มูลนิธิส่วนใหญ่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ และผู้ที่กำลังเดือดร้อน จึงถือเป็นกลไกสำคัญของสังคมในการส่งต่อความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใช้ชื่อมูลนิธิเป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน หรือเก็บเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
มาตรการตรวจสอบมูลนิธิต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
การกำกับดูแลครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหมายจะขัดขวางการทำงานของมูลนิธิที่สุจริต แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานการทำงานและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาค ประชาชนควรสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินหรือสิ่งของที่มอบให้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ รวมถึงควรมีข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและการช่วยเหลือผู้ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน
ตามแนวทางที่รัฐบาลกำชับ มูลนิธิทุกแห่งต้องจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อกรมการปกครองในฐานะนายทะเบียน รายงานดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐติดตามการดำเนินงาน ตรวจสอบการใช้ทรัพย์สิน และพิจารณาว่ากิจกรรมต่าง ๆ ยังสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่
- ตรวจสอบเอกสารและวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิ
- ติดตามรูปแบบการเรี่ยไรและการขอรับบริจาคจากประชาชน
- ตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งของ และทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค
- เร่งรัดให้มูลนิธิจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปี
- ดำเนินคดีอย่างจริงจังเมื่อพบพฤติกรรมหลอกลวงหรือใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
หากพบว่ามูลนิธิใดดำเนินกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หรือมีพฤติกรรมนำเงินบริจาคไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม อาจเข้าข่ายความผิดหลายด้าน ทั้งกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมการปกครอง และจังหวัด จะร่วมกันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจคือ มูลนิธิอาจถูกเพิกถอนหรือยุบได้ในกรณีใด รัฐบาลระบุว่า หากพบการดำเนินงานผิดไปจากเจตนารมณ์เดิม ใช้ชื่อมูลนิธิหลอกลวงประชาชน หรือไม่นำเงินและสิ่งของบริจาคไปใช้เพื่อสาธารณกุศล ก็อาจถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน
สำหรับผู้บริจาคเอง ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจให้ความช่วยเหลือ โดยเลือกมูลนิธิที่มีข้อมูลติดต่อชัดเจน มีรายงานกิจกรรมสม่ำเสมอ และสามารถชี้แจงการใช้เงินได้ หากเป็นการระดมทุนผ่านสื่อออนไลน์ ควรตรวจสอบบัญชีรับบริจาค ชื่อหน่วยงาน และหลักฐานการช่วยเหลือให้รอบคอบ ไม่ควรโอนเงินเพียงเพราะเห็นข้อความเร่งด่วนหรือภาพเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ
การที่ นายกฯ มอบ มท.2 คุมเข้มมูลนิธิทั่วประเทศ จึงเป็นสัญญาณว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรสาธารณประโยชน์ ขณะเดียวกัน มูลนิธิที่ทำงานอย่างสุจริตก็ควรใช้โอกาสนี้ยกระดับระบบบัญชี การเปิดเผยข้อมูล และการสื่อสารกับผู้บริจาคให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น
ท้ายที่สุด ความช่วยเหลือจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทุกฝ่ายร่วมกันสร้างความโปร่งใส ผู้บริจาคควรตรวจสอบก่อนให้ มูลนิธิควรเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และภาครัฐควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม หากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง ความศรัทธาของประชาชนก็จะถูกนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้ตรงจุดและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ที่มา – นายกฯ มอบ มท.2 คุมเข้ม มูลนิธิทั่วปท. สั่งจัดการเด็ดขาด พบผิดฉ้อโกง-ฟอกเงิน