ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบองค์กรทำดี

ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบองค์กรทำดี พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบมูลนิธิอื่น ๆ ที่เปิดรับเงินบริจาคจากประชาชนอย่างรอบด้าน โดยยืนยันว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวหรือความโกรธเกลียด แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างชัดเจน และหยุดการเชื่อมโยงประเด็นไปยังนักการเมืองที่อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและตัวแทนผู้เสียหาย เดินทางเข้ายื่นเรื่องถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดีเกี่ยวข้องกับการบริหารงาน

ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบองค์กรทำดี

น.ส.บุญยนุชกล่าวว่า สิ่งที่ต้องการฝากถึงเจ้าหน้าที่และประชาชน คือการตรวจสอบควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่ควรจำกัดความสนใจอยู่เพียงมูลนิธิองค์กรทำดีเท่านั้น เพราะยังมีมูลนิธิอีกหลายแห่งที่รับเงินสนับสนุนหรือเงินบริจาคจากประชาชน การตรวจสอบจึงควรพิจารณาทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การสื่อสารเชิญชวน การรับเงิน การจัดเก็บเอกสาร ไปจนถึงการนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อสาธารณะ

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินของแต่ละคนที่โอนเข้าร่วมสมทบทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เจตนาของทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้บริจาคควรมีสิทธิได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่ผู้รับเงินก็ควรแสดงหลักฐานว่าได้ใช้เงินอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายที่ประกาศไว้ หากมีข้อสงสัยหรือมีผู้ร้องเรียน หน่วยงานรัฐควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบองค์กรทำดี เน้นตรวจสอบอย่างเป็นธรรม

สำหรับเหตุผลที่ออกมาเคลื่อนไหว น.ส.บุญยนุชระบุว่า มีผู้เสียหายหลายรายติดต่อเข้ามา รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงบางคน ซึ่งเริ่มกังวลว่าเรื่องดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตนเอง อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าไม่ได้กังวลต่อกระแสการตรวจสอบที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตั้งบริษัทหรือสถานที่เช่า เพราะพร้อมชี้แจงรายละเอียดตามข้อเท็จจริง

เธออธิบายว่า สถานที่ตั้งบริษัทเป็นการเช่าพื้นที่ของนายสิระ เจนจาคะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ และยืนยันว่าเจ้าของพื้นที่ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในประเด็นที่กำลังถูกร้องเรียน ข้อมูลส่วนนี้จึงควรแยกออกจากข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของมูลนิธิ เพื่อไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นในสังคมออนไลน์

ตรวจสอบมูลนิธิอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจ

การตรวจสอบมูลนิธิหรือองค์กรที่รับเงินจากประชาชนควรอาศัยข้อมูลหลายด้าน ไม่ใช่พิจารณาจากกระแสสังคมหรือคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แนวทางที่ประชาชนสามารถติดตามได้มีดังนี้

  • ตรวจสอบสถานะองค์กร: ดูข้อมูลการจดทะเบียน ชื่อผู้มีอำนาจดำเนินการ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
  • ดูรายละเอียดการรับบริจาค: พิจารณาว่ามีการแจ้งบัญชีรับเงิน ช่องทางติดต่อ และวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
  • ติดตามการใช้เงิน: สังเกตการเปิดเผยรายรับ รายจ่าย รายงานกิจกรรม ใบเสร็จ หรือหลักฐานการช่วยเหลือผู้ได้รับประโยชน์
  • เก็บหลักฐานการโอนเงิน: ผู้บริจาคควรเก็บสลิป ข้อความเชิญชวน และรายละเอียดการพูดคุยไว้ หากภายหลังต้องใช้ประกอบการร้องเรียน
  • หลีกเลี่ยงการสรุปก่อนมีผลตรวจสอบ: ทุกฝ่ายควรรอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างครบถ้วน

น.ส.บุญยนุชกล่าวเพิ่มเติมว่า เธอเตรียมให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ประกอบการพิจารณา หากในอนาคตมีโอกาสพบกับ น.ส.ปนัดดา เธอก็พร้อมทักทายและให้กำลังใจตามปกติ รวมถึงยังยกมือไหว้เช่นเดิม แต่ไม่จำเป็นต้องขอโทษ เพราะมองว่าการตั้งคำถามและการตรวจสอบเป็นกระบวนการที่ช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความบริสุทธิ์ของทุกฝ่าย

เธอย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกโกรธหรือเกลียด แต่เกิดจากข้อเท็จจริงบางประการที่ปรากฏและทำให้มีผู้ต้องการคำตอบ ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูล สอบปากคำ และพิจารณาตามกฎหมาย การสื่อสารต่อสาธารณะจึงควรระมัดระวัง ไม่กล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า และไม่ลากเรื่องไปเชื่อมโยงกับนักการเมืองโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

แยกข้อเท็จจริงจากกระแสดราม่า

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือการนำเรื่องส่วนตัวและความสัมพันธ์ทางการเมืองมาเป็นศูนย์กลางของข่าว ซึ่งอาจทำให้สาระสำคัญถูกบดบัง ออยศรีจึงขอให้ทุกฝ่ายหยุดการโยงเอี่ยวทางการเมือง และหันกลับมาพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับการรับและการใช้เงินโดยตรง การตรวจสอบที่ดีควรตอบคำถามให้ได้ว่า เงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ผู้บริจาคได้รับข้อมูลเพียงพอหรือไม่ และหน่วยงานกำกับดูแลมีมาตรการป้องกันการหลอกลวงประชาชนอย่างไร

ในมุมของประชาชน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนว่าการบริจาคเงินควรทำด้วยความรอบคอบ แม้จะเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงหรือมีบุคคลสาธารณะเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ก็ตาม ผู้บริจาคควรตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงิน ไม่แชร์ข้อความที่ยังไม่ยืนยัน และแจ้งหน่วยงานทันทีหากพบความผิดปกติ การช่วยเหลือสังคมจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อมีระบบบริหารจัดการที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

สำหรับหน่วยงานรัฐ การตรวจสอบควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกองค์กร ไม่เลือกปฏิบัติ และควรสื่อสารความคืบหน้าอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันข่าวลือ ขณะเดียวกัน ผู้ร้องเรียนและผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับความเป็นธรรม โดยข้อมูลที่เผยแพร่ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริง ข้อกล่าวอ้าง และผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

บทสรุป: ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบองค์กรทำดี เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมา และเสนอให้ขยายการตรวจสอบไปยังมูลนิธิอื่นที่รับเงินจากประชาชนด้วย ประเด็นสำคัญไม่ใช่การสร้างดราม่าหรือโยงหาความสัมพันธ์ทางการเมือง แต่คือการทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามเจตนา หากทุกฝ่ายยึดหลักฐาน เปิดใจรับฟัง และปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงาน สังคมก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น

ที่มา – ออยศรี บุกจี้นายกฯ สอบ องค์กรทำดี-มูลนิธิอื่นๆด้วย วอนหยุดโยงเอี่ยวนักการเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *