“ทรัมป์” เปรยเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” จีนเมินฮอร์มุซ

ทรัมป์ สี จิ้นผิง ช่องแคบฮอร์มุซ

“ทรัมป์” เปรยอาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนเมินร่วมภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลกเลยครับ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิดกั้น ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเพิ่มแรงกดดันให้จีนเข้ามาช่วย โดยเฉพาะเพราะจีนพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านเส้นทางนี้เป็นหลัก

ล่าสุดระหว่างเดินทางกลับวอชิงตันด้วยแอร์ฟอร์ซวัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า ถ้าจีนไม่ยอมร่วมภารกิจเปิดช่องแคบ เขาอาจเลื่อนการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กำหนดไว้ปลายเดือนนี้ ซึ่งเป็นทริปเยือนจีนครั้งแรกในวาระสองของเขา นี่ถือเป็นการเจรจาครั้งสำคัญที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนในยุคใหม่

“ทรัมป์” เปรยอาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนเมินร่วมภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เหตุการณ์เริ่มจากวันที่ 28 ก.พ. ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทรัมป์เลยเรียกร้องให้ 7 ประเทศรวมถึงจีนและญี่ปุ่น ส่งเรือรบมาช่วยรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 70-80% ผ่านช่องแคบนี้ ถ้าปิดนาน ราคาน้ำมันโลกพุ่งแน่นอน

เพื่อปูทางสู่การประชุมสุดยอด รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ และรองนายกจีน เหอ ลี่เฟิง ได้เจรจาที่ปารีสไปแล้วสองวัน ข่าวนี้รายงานโดยสำนักข่าวเกียวโด ซึ่งบอกว่าทรัมป์กดดันหนักมาก

ผลกระทบต่อจีนและญี่ปุ่นจากช่องแคบฮอร์มุซ

มาดูกันว่าทำไมทรัมป์ถึงกดจีนหนักขนาดนี้ จีนพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสูงมาก ถ้าปิด ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมจีนสะดุด เศรษฐกิจชะลอตัวได้เลย ส่วนญี่ปุ่นยิ่งหนัก นำเข้าน้ำมัน 90% จากตะวันออกกลางผ่านที่นี่ นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมเยือนสหรัฐฯ 19 มี.ค. คงโดนถามหนักเรื่องส่งเรือรบ แต่ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดรัฐธรรมนูญ ไม่ส่งกองทัพง่ายๆ

  • ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางน้ำมัน 20% ของโลก
  • จีน: พึ่งพา 70% น้ำมันนำเข้า
  • ญี่ปุ่น: 90% น้ำมันจากตะวันออกกลาง
  • สหรัฐฯ: ต้องการพันธมิตรเพื่อแบ่งภาระ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเรียกร้องญี่ปุ่นเร่งส่งเรือรบ ซึ่งอาจทำให้การเยือนของนายกฯ ญี่ปุ่นลำบาก หัวข้อสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล คงเป็นประเด็นร้อนในการพูดคุย

อนาคตความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน

การที่“ทรัมป์” เปรยอาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนเมินร่วมภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แสดงถึงกลยุทธ์กดดันของสหรัฐฯ ที่ใช้ประเด็นความมั่นคงผูกกับเศรษฐกิจ ถ้าจีนไม่ร่วม อาจกระทบการค้าด้วย ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งเจรจา แต่สถานการณ์อิหร่านยังไม่คลี่คลาย

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามการค้าและความมั่นคงโลก สหรัฐฯ ต้องการแสดงแสนยานุภาพ ขณะที่จีนอาจเลือกท่าทีเป็นกลางเพื่อไม่ขัดแย้งกับอิหร่านพันธมิตรเก่า

ขยายความเพิ่มเติม ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กม. กว้างสุด 96 กม. เป็นจุดคอขวดน้ำมัน ถ้าปิดนาน ราคาน้ำมันอาจทะยานถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยเราด้วย

ทรัมป์ในวาระสองดูแข็งกร้าวกว่าเดิม เน้น America First แต่ต้องหาพันธมิตร จีนเองก็ไม่อยากให้สถานการณ์บานปลายเพราะต้องการเสถียรภาพพลังงาน

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของจีนจะกำหนดทิศทางประชุมสุดยอดนี้ ถ้าจีนยอมร่วม อาจเปิดทางสู่ข้อตกลงใหญ่ แต่ถ้าเมิน ทรัมป์คงเลื่อนจริงตามที่เปรย

คุณคิดว่าจีนจะตัดสินใจยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตการเมืองโลก!

เห็นได้ชัดว่า geopolitics ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง ทุกประเทศต้องจับตาใกล้ชิด

ที่มา – “ทรัมป์” เปรยอาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนเมินร่วมภารกิจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *