บุกรวบมาดามจาง หนีหมายจับจีน กรรโชกทรัพย์ 350 ล้านบาท
บุกรวบมาดามจาง หนีหมายจับจีน กรรโชกทรัพย์ 350 ล้านบาท กลายเป็นคดีที่ได้รับความสนใจ หลังเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจสอบอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร และควบคุมตัวหญิงชาวจีนวัย 46 ปี ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของทางการจีนในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ โดยเจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของไทยกับทางการจีน เมื่อมีการร้องขอให้ตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่อาจหลบหนีเข้ามาพำนักในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและสถานที่พักอาศัย จนพบเบาะแสว่าหญิงรายดังกล่าวพักอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร
บุกรวบมาดามจาง หนีหมายจับจีน กรรโชกทรัพย์ 350 ล้านบาท
ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้รับ หญิงรายนี้ใช้ชื่อสมมติว่า “นางจาง” อายุ 46 ปี สัญชาติจีน และเป็นบุคคลตามหมายจับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เขตจงซาน นครต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ในข้อหากรรโชกทรัพย์ โดยคดีดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับการข่มขู่ผู้เสียหายและเรียกร้องเงินเป็นจำนวนสูงถึงกว่า 70 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 350 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ระบุว่า พฤติการณ์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน 2565 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยนายหวัง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านสินค้าปลอม ได้ร่วมกับนางจางและบุคคลอื่น กล่าวอ้างว่าสินค้าของบริษัท Dyesoo จำกัด รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเติมยาผิดกฎหมายในสินค้า
รายละเอียดคดีมาดามจางและข้อกล่าวหาจากทางการจีน
จากนั้นกลุ่มผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ข่มขู่ผู้เสียหายว่าจะนำข้อมูลหรือข่าวสารที่สร้างความเสียหายไปเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ เช่น Douyin และ Weibo รวมถึงช่องทางออนไลน์อื่น ๆ การกระทำดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกดดันให้ผู้เสียหายยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมข้อมูลและประสานงานเพื่อใช้ติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง
แม้รายละเอียดทั้งหมดจะต้องรอการดำเนินคดีและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อข่มขู่หรือกดดันผู้เสียหายสามารถนำไปสู่ความเสียหายรุนแรงได้ ทั้งในด้านชื่อเสียง ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรเก็บหลักฐานการติดต่อ ข้อความ การเรียกร้องเงิน และข้อมูลบัญชีต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบ หากพบเหตุผิดปกติควรแจ้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทันที
เจ้าหน้าที่พบตัวที่อพาร์ตเมนต์ในสมุทรสาคร
จากการตรวจสอบประวัติการเดินทางและข้อมูลการพักอาศัยในประเทศไทย เจ้าหน้าที่พบว่านางจางเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรในช่วงที่การอนุญาตให้อยู่ยังไม่สิ้นสุด และเข้าพักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในย่านมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ชุดสืบสวนจึงเดินทางไปตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว ก่อนพบตัวและควบคุมตัวไว้ตามขั้นตอน
ภายหลังการควบคุมตัว พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามอำนาจหน้าที่ จากนั้นนำตัวส่งกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อกักตัวและดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ถูกควบคุมตัวเป็นหญิงสัญชาติจีน อายุ 46 ปี
- เป็นบุคคลตามหมายจับของทางการจีนในข้อหากรรโชกทรัพย์
- พบว่าพำนักอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร
- มีการกล่าวหาว่าเรียกร้องเงินกว่า 70 ล้านหยวน หรือประมาณ 350 ล้านบาท
- เจ้าหน้าที่ไทยเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อส่งกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน
สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ หน่วยงานไทยจะตรวจสอบเอกสาร สถานะบุคคล และรายละเอียดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ การส่งตัวกลับประเทศต้นทางจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานของจีนและการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายของผู้ถูกควบคุมตัว
กรณี บุกรวบมาดามจาง หนีหมายจับจีน กรรโชกทรัพย์ 350 ล้านบาท ยังเป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามบุคคลตามหมายจับ และเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้สื่อออนไลน์อย่างรับผิดชอบ หากมีผู้กล่าวหา ข่มขู่ หรือเรียกร้องเงินโดยมิชอบ ผู้เสียหายควรหลีกเลี่ยงการโอนเงินโดยไม่ตรวจสอบ พร้อมรวบรวมหลักฐานและขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โดยเร็ว
ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงเกี่ยวข้องกับมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก แต่ยังเกี่ยวพันกับการใช้ข้อมูลบนโลกออนไลน์เพื่อสร้างแรงกดดันต่อคู่กรณี การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจได้ดีที่สุด
ที่มา – บุกรวบ “มาดามจาง” หนีหมายจับจีน กรรโชกทรัพย์ 350 ล้านบาท