Thailand Showcase ดันมวยไทยสู่เวทีโลกช่วงเอเชียนเกมส์
มวยไทยไม่ได้เป็นเพียงกีฬาการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นศิลปะ วัฒนธรรม และ Soft Power ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้าหากันได้อย่างน่าประทับใจ ล่าสุด การกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เดินหน้าส่งเสริมภาพลักษณ์มวยไทยในระดับนานาชาติ ด้วยการจัดกิจกรรม Thailand Showcase ดันมวยไทยสู่เวทีโลกช่วงเอเชียนเกมส์ ณ ONE ASIA WORLD หรือ Celebration Fan Zone สวนฮิซายะ โอโดริ เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ในช่วงการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักกีฬาและแฟนกีฬาจากหลายประเทศเดินทางมารวมตัวกันในญี่ปุ่น จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอความโดดเด่นของประเทศไทยผ่านมวยไทย ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้ชาวเอเชียและชาวโลกได้รู้จักมากยิ่งขึ้น
Thailand Showcase ดันมวยไทยสู่เวทีโลกช่วงเอเชียนเกมส์
พิธีเปิดกิจกรรมได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วยนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย รวมถึงคณะกรรมการ กกท. และผู้เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวว่า กิจกรรมนี้สะท้อนมิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ทั้งในมิติของกีฬา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและความประทับใจเกี่ยวกับประเทศไทยผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงผู้ชมได้ง่าย บรรยากาศภายในงานจึงไม่ได้มุ่งนำเสนอการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเล่าเรื่องราวของมวยไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และมีคุณค่าต่อสังคมไทย
Thailand Showcase ดันมวยไทยสู่เวทีโลกช่วงเอเชียนเกมส์ ผ่านการแสดงที่น่าจดจำ
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการแสดงไหว้ครูมวยไทย ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความเคารพต่อครูบาอาจารย์และสะท้อนรากวัฒนธรรมของนักมวยไทยทุกคน การไหว้ครูไม่ใช่เพียงท่วงท่าก่อนเริ่มการแข่งขัน แต่เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าความผูกพันระหว่างครู นักกีฬา และศิลปะการต่อสู้ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ชมชาวต่างชาติได้เห็นทั้งความอ่อนช้อย ความสง่างาม และความแข็งแกร่งที่ผสมผสานอยู่ในมวยไทยอย่างลงตัว
นอกจากนั้น ยังมีการสาธิตทักษะมวยไทยโดยสองนักมวยชื่อดังระดับโลก ได้แก่ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” และ “แรมโบ้เล็ก ฉ.อจลบุญ” ทั้งสองคนร่วมถ่ายทอดเทคนิค ความเร็ว ความแม่นยำ และพลังของมวยไทยผ่านการแสดงที่สนุก ตื่นเต้น และเข้าใจง่าย ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสเสน่ห์ของมวยไทยได้อย่างใกล้ชิด แม้จะไม่เคยติดตามกีฬาชนิดนี้มาก่อนก็ตาม
กิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการไหว้ครู การสาธิตทักษะของนักมวยไทยระดับแชมป์โลก และการพบปะแฟนกีฬาอย่างเป็นกันเอง โดยผู้เข้าร่วมงานได้พูดคุย ถ่ายภาพ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักมวยที่ชื่นชอบผ่านกิจกรรม Meet & Greet ความใกล้ชิดเช่นนี้ช่วยทำให้มวยไทยมีภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และเชื่อมโยงกับผู้คนได้มากกว่าการรับชมการแข่งขันบนเวทีเพียงอย่างเดียว
องค์ประกอบไทยที่ช่วยเพิ่มพลังให้กิจกรรม
ภายในงานยังมีการนำเสนอศิลปะกระบี่กระบอง ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน การแสดงดังกล่าวช่วยให้ผู้ชมเห็นว่าประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านการต่อสู้ที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มวยไทยเท่านั้น ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยสมาธิ ความแม่นยำ ความแข็งแรง และการทำงานร่วมกันของผู้แสดง
อีกส่วนที่ได้รับความสนใจคือนิทรรศการชุดแข่งขันของนักกีฬาทีมชาติไทย ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI การนำเสนอชุดนักกีฬาในครั้งนี้สะท้อนการผสมผสานระหว่างอัตลักษณ์ไทยกับงานออกแบบร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น ชุดแข่งขันจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความคล่องตัวให้กับนักกีฬา แต่ยังเป็นตัวแทนของความคิดสร้างสรรค์ ความประณีต และศักยภาพของวงการแฟชั่นไทยในเวทีระดับนานาชาติ
- มวยไทย: ถ่ายทอดทักษะการต่อสู้และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย
- การไหว้ครู: สื่อถึงความเคารพ ความกตัญญู และความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์
- กระบี่กระบอง: นำเสนอศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- แฟชั่นไทย: สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ผ่านชุดแข่งขันทีมชาติไทย
- Meet & Greet: เปิดพื้นที่ให้แฟนกีฬาได้ใกล้ชิดกับนักมวยระดับโลก
การจัดงานครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดัน Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะมวยไทยสามารถสร้างประโยชน์ได้หลายด้านพร้อมกัน เมื่อชาวต่างชาติสนใจเรียนมวยไทย พวกเขาอาจเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อฝึกซ้อม เข้าร่วมค่ายมวย สัมผัสอาหารไทย เรียนรู้วิถีชีวิต และท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป นั่นหมายความว่ามวยไทยสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้
ในมุมของการสื่อสารระหว่างประเทศ มวยไทยยังเป็นภาษาที่ผู้คนสามารถเข้าใจร่วมกันได้ แม้จะมีความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรมก็ตาม ท่วงท่าการต่อสู้ เสียงเชียร์ และบรรยากาศของการฝึกซ้อมช่วยสร้างความรู้สึกร่วมให้กับผู้ชม เมื่อกิจกรรมถูกนำเสนอในช่วงการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ซึ่งมีผู้ชมจำนวนมากจากหลากหลายประเทศ ยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้มวยไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างและได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่
สำหรับแฟนกีฬาไทย กิจกรรมนี้ถือเป็นภาพสะท้อนที่น่าภาคภูมิใจ เพราะทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยสามารถก้าวออกไปสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างาม ขณะเดียวกัน แฟนกีฬาต่างชาติจะได้สัมผัสมวยไทยในมิติที่มากกว่าความดุเดือดบนเวที แต่ได้เห็นถึงความเคารพ วินัย น้ำใจนักกีฬา และความงดงามของประเพณีไทยด้วย
ความสำเร็จของ Thailand Showcase ดันมวยไทยสู่เวทีโลกช่วงเอเชียนเกมส์ จึงไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เข้าชมงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความประทับใจ การกระตุ้นให้ผู้คนอยากเรียนรู้มวยไทย และการต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านกีฬาและการท่องเที่ยวในอนาคต หากประเทศไทยเดินหน้าจัดกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ค่ายมวย และผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ มวยไทยก็มีโอกาสกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่แข็งแรงและยั่งยืนของประเทศ
ในความเห็นของเรา การนำมวยไทยไปพบผู้ชมทั่วโลกผ่านกิจกรรมที่มีทั้งกีฬา วัฒนธรรม และความบันเทิง เป็นแนวทางที่เข้าถึงคนได้ดีมาก ขอชื่นชม กกท. และทุกหน่วยงานที่ร่วมกันผลักดันอัตลักษณ์ไทยให้โดดเด่นบนเวทีนานาชาติ และหวังว่ากิจกรรมครั้งต่อไปจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬารุ่นใหม่ รวมถึงชวนคนทั่วโลกเดินทางมาสัมผัสมวยไทยถึงประเทศไทยมากขึ้น
ที่มา – กกท. ร่วมขับเคลื่อนมวยไทยสู่เวทีโลก จัด Thailand Showcase ช่วง เอเชียนเกมส์