EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์
สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Mercosur) ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ณ กรุงอาซุนซิออน ประเทศปารากวัย ข้อตกลง EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์หลังจากการเจรจาที่ยาวนานถึง 25 ปี เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดอุปสรรคทางภาษีและขยายการค้าระหว่างสองกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมี GDP คิดเป็น 30% ของโลก และครอบคลุมประชากรกว่า 700 ล้านคน นับเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดที่ EU เคยทำมา โดยสาระสำคัญคือการยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าในการค้าทวิภาคีมากกว่า 90% และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569
แม้ว่าการเจรจาจะใช้เวลานานถึง 25 ปีและหยุดชะงักหลายครั้งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อม และการประท้วงจากภาคเกษตรกรรมในยุโรป การลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลก การบรรลุข้อตกลงที่รอคอยมายาวนานนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีและการข่มขู่ทางการค้า ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องมองหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
ขั้นตอนต่อไปคือการรอการรับรองจากสภายุโรปและการให้สัตยาบันโดยสภานิติบัญญัติของประเทศสมาชิก Mercosur ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย
พิธีลงนามมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม เช่น เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากประเทศสมาชิก Mercosur
ประธานาธิบดีปารากวัย ซานติอาโก เปนญ่า ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่ม Mercosur ได้กล่าวขอบคุณผู้นำของทั้งสองกลุ่มประเทศสำหรับความพยายามที่ผ่านมา และกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง”
ฟอน เดอร์ เลเยน กล่าวว่าข้อตกลงนี้ส่ง “ข้อความที่หนักแน่นมาก” เกี่ยวกับการสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว
กอสตากล่าวเสริมว่า “ข้อตกลงนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งต่อการเปิดกว้าง การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ ซึ่งตรงกันข้ามกับการโดดเดี่ยวตัวเอง การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว และการใช้การค้าเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์”
ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าข้อตกลงนี้จะช่วยลดต้นทุนภาษีสินค้าส่งออกของ EU ได้มากกว่า 4 พันล้านยูโรต่อปี สินค้าหลักที่ EU ส่งออกไปยังกลุ่ม Mercosur ได้แก่ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ขนส่ง ในขณะที่สินค้าส่งออกหลักของ Mercosur คือสินค้าเกษตร แร่ธาตุ และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้
EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์
ดีล EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อตกลงทางการค้า แต่เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของโลกที่ต้องการความร่วมมือและการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและโอกาสในการเติบโตสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทำไม EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ ถึงสำคัญ?
การที่ EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ในแง่ของการเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างสองภูมิภาค แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการค้าที่เป็นธรรมและยั่งยืน การที่ข้อตกลงนี้คำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยทำให้สินค้าและบริการมีความหลากหลายและมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น การลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในที่สุด
ในภาพรวม การที่ EU และ Mercosur สามารถบรรลุข้อตกลงนี้ได้ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และความหวังสำหรับอนาคตของการค้าระหว่างประเทศ การเปิดกว้างและการทำงานร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญอยู่
ที่มา – EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจายาวนาน 25 ปี