2 อาสาฯ พบตำรวจ แจงปมอุ้มแม่ภัทร ยืนยันบริสุทธิ์ใจ
2 อาสาฯ พบตำรวจ แจงปมอุ้มแม่ภัทร ยืนยันบริสุทธิ์ใจ หลังถูกพาดพิงเกี่ยวข้องกับกรณีหญิงวัย 63 ปี ซึ่งออกมาเปิดเผยผ่านรายการโทรทัศน์ว่า ลูกชายและลูกสะใภ้อาจว่าจ้างให้นำตัวไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมอ้างว่าระหว่างอยู่ที่นั่นถูกทำร้ายและข่มขู่ เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะมีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การดูแลผู้ป่วย และขั้นตอนการนำตัวบุคคลไปยังสถานดูแล
วันที่ 9 ต.ค. 69 นายธรรมนูญ อายุ 25 ปี และนายธีรพงศ์ อายุ 46 ปี อาสากู้ภัย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสองคนยืนยันว่าเข้ามาพบตำรวจด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและอธิบายลำดับเหตุการณ์ตามที่ตนเองพบเห็น โดยขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลใด และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่าย
2 อาสาฯ พบตำรวจ แจงปมอุ้มแม่ภัทร ยืนยันบริสุทธิ์ใจ
นายธีรพงศ์ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ นายเบนซ์ซึ่งเป็นลูกชายของหญิงผู้เสียหายได้โทรศัพท์ติดต่อมา ขอให้ช่วยไปรับมารดาและนำไปส่งยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโสธรชัยเนอร์สซิ่งโฮม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นผู้ป่วยจิตเวชและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
เมื่อเดินทางไปถึงบ้าน อาสากู้ภัยทั้งสองพบว่าหญิงวัย 63 ปีถือกรรไกรอยู่ในมือ นายธีรพงศ์อ้างว่าเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงเข้าไปจับแขนจากด้านหลังและช่วยนำกรรไกรออกจากมือ โดยมีการดิ้นขัดขืนระหว่างนั้น จากนั้นทั้งสองคนช่วยกันพาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งคู่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็น
2 อาสาฯ พบตำรวจ แจงปมอุ้มแม่ภัทร ยืนยันบริสุทธิ์ใจต่อหน้าพนักงานสอบสวน
อาสากู้ภัยระบุเพิ่มเติมว่า นายเบนซ์และแฟนสาวอยู่ในบริเวณบ้านและเห็นเหตุการณ์ตลอดช่วงที่ช่วยกันนำตัวหญิงผู้เสียหายขึ้นรถ โดยไม่มีใครทักท้วงการดำเนินการดังกล่าว ทั้งสองคนจึงเข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยตามคำขอของครอบครัว ไม่ใช่การลักพาตัวหรือการกักขังตามที่ถูกกล่าวหาในภายหลัง
สำหรับเงินจำนวน 15,000 บาทที่ได้รับนั้น นายธีรพงศ์อธิบายว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าน้ำมัน ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติของการให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้ อาสากู้ภัยยังกล่าวด้วยว่า ในกรณีผู้ป่วยมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้หรืออาจเป็นอันตรายต่อตนเองและคนรอบข้าง เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครมักได้รับการประสานให้ช่วยนำตัวไปพบแพทย์หรือส่งต่อไปยังสถานพยาบาล
ตำรวจสอบอาสากู้ภัยไว้เป็นพยาน
พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง เปิดเผยว่า เบื้องต้นตำรวจสอบนายธรรมนูญและนายธีรพงศ์ไว้ในฐานะพยาน เนื่องจากทั้งสองคนเดินทางเข้ามาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง และให้การว่าได้รับการติดต่อจากลูกชายของหญิงผู้เสียหายให้ช่วยนำตัวมารดาไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
ตำรวจยังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในช่วงที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะประเด็นว่าการนำตัวหญิงผู้เสียหายขึ้นรถเกิดขึ้นด้วยความยินยอมหรือไม่ มีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือมีการทำร้ายร่างกายหรือไม่ รวมถึงบุคคลใดเป็นผู้ตัดสินใจให้ดำเนินการ ทั้งนี้ คำให้การของอาสากู้ภัยเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานอื่นประกอบด้วย
- สอบปากคำอาสากู้ภัยทั้งสองคนในฐานะพยาน
- ตรวจสอบคำให้การของผู้เสียหาย ลูกชาย ลูกสะใภ้ และผู้เกี่ยวข้อง
- พิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดและหลักฐานการเดินทาง
- ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์และสภาพร่างกายของผู้เสียหาย
- พิจารณาว่ามีการใช้กำลังหรือกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
คดีนี้ยังมีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพราะคำให้การของแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน ฝ่ายผู้เสียหายอ้างว่าถูกพาตัวไปกักขังและถูกทำร้าย ขณะที่อาสากู้ภัยยืนยันว่าเข้าไปช่วยเหลือตามคำขอของครอบครัว และไม่ได้ทำร้ายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้รับข้อมูลเกี่ยวกับอาการของผู้เสียหายอย่างไร และมีขั้นตอนรับตัวถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ในมุมของครอบครัว การดูแลผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้สูงอายุที่มีภาวะควบคุมตัวเองไม่ได้จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจและผู้เชี่ยวชาญ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรประสานโรงพยาบาล หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน หรือตำรวจเพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสม การใช้บุคคลทั่วไปเข้าไปควบคุมตัวโดยไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและข้อพิพาททางกฎหมายได้
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในคดีควรให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อย่างครบถ้วน เก็บหลักฐานการติดต่อ ใบรับส่งตัว เอกสารทางการแพทย์ และภาพจากกล้องวงจรปิดไว้ เพื่อช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ทุกฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการตัดสินล่วงหน้าจากข้อมูลเพียงด้านเดียว เพราะข้อเท็จจริงสุดท้ายต้องอาศัยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
สำหรับกรณี 2 อาสาฯ พบตำรวจ แจงปมอุ้มแม่ภัทร ยืนยันบริสุทธิ์ใจ ขณะนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนการสอบสวน และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ใด หากตำรวจพบหลักฐานว่ามีการกระทำผิด ก็จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป ส่วนประชาชนควรติดตามความคืบหน้าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเคารพสิทธิของทุกฝ่ายจนกว่าคดีจะมีข้อสรุป
มุมมองสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การช่วยเหลือผู้ป่วยควรดำเนินการอย่างระมัดระวัง โปร่งใส และมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญร่วมดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ความหวังดีกลายเป็นปัญหาทางกฎหมาย หากพบเหตุลักษณะเดียวกัน ควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบันทึกข้อมูลทุกขั้นตอนเพื่อคุ้มครองทุกฝ่าย
ที่มา – 2อาสาฯ โร่พบตร. แจงปม ลูกชาย-ลูกสะใภ้ จ้างอุ้ม แม่ภัทร ส่งโสธรชัยเนอร์สซิ่งโฮม ยันบริสุทธิ์ใจ