ไทยยัน! ไม่ได้เริ่มก่อน แต่ไม่ให้ปชช.เสี่ยง

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนและนานาชาติ โดยเน้นย้ำว่า ไทยไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง และการหยุดยิงต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้กล่าวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ถึงประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้

แจงนานาชาติ 4 ข้อ ยันไทยไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง

ประการแรก: ย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงต้องเป็นสิ่งที่ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกัน และต้องพิจารณาความจริงใจของกัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมามักมีการกระทำที่ไม่ตรงกับคำพูด เหตุการณ์โจมตีพื้นที่พลเรือนไทยเมื่อเช้าวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เป็นหลักฐานว่ากัมพูชายังไม่พร้อมสำหรับสันติภาพ การพิจารณาหยุดยิงต้องขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่

ประการที่สอง: ไทยจำเป็นต้องปกป้องตนเองจากภัยคุกคามต่อชีวิตของพลเมืองและเจ้าหน้าที่ การเรียกร้องให้หยุดยิงต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงนี้

ประการที่สาม: การดำเนินการของไทยเป็นไปตามสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดมั่นในหลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการคุ้มครองพลเรือน

ประการที่สี่: ไทยยึดมั่นในหลักเอกภาพของชาติและการบังคับบัญชา การตัดสินใจด้านความมั่นคงและการปกป้องอธิปไตยต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันในพื้นที่ มิใช่การนำเสนอฝ่ายเดียว

ไทยขอย้ำว่าไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งและไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง แต่จะไม่ยอมให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในความจริง ความรับผิดชอบ และความจริงใจ เพื่อลดความตึงเครียดและบรรลุสันติภาพ

ทำไมไทยถึงต้องย้ำว่าไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง?

สถานการณ์ชายแดนมีความซับซ้อนและเปราะบาง การชี้แจงจุดยืนที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การย้ำว่า ไทยไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ควบคู่ไปกับการแสวงหาสันติภาพอย่างจริงใจ การที่ไทยยึดมั่นในหลักการสากลและกฎหมายระหว่างประเทศยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความเข้าใจอันดีในระดับนานาชาติ

การตอบโต้สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนนั้นมีความละเอียดอ่อนอย่างมาก การสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการบิดเบือนข้อมูล การเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องตนเองและการยึดมั่นในหลักการสากลเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทายนี้

นอกจากนี้ การที่ไทยให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ก่อนการตัดสินใจใดๆ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม

การเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในความจริง ความรับผิดชอบ และความจริงใจ สะท้อนให้เห็นถึงความหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อลดความตึงเครียดและสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันและการทำงานร่วมกันเป็นกุญแจสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

โดยสรุปแล้ว การที่ไทยออกมา แจงนานาชาติ 4 ข้อ ยันไทยไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง นั้นเป็นการสื่อสารจุดยืนที่ชัดเจนและสร้างความเข้าใจอันดีในระดับนานาชาติ การยึดมั่นในหลักการสากลและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทายนี้

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – แจงนานาชาติ 4 ข้อ ยันไทยไม่ได้เริ่มก่อนแต่ไม่ยอมให้ปชช.อยู่ในความเสี่ยง ร้องให้หยุดยิงต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *