แม่ภัทรแจ้งความจับลูกชายแท้ๆ ปมถูกอุ้มขัง
แม่ภัทรแจ้งความจับลูกชายแท้ๆ หลังกล่าวอ้างว่าถูกจ้างทีมกู้ภัยพาตัวออกจากบ้านในพื้นที่วังทองหลาง ก่อนนำไปกักขังไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ว่าจ้างคือบุตรชายแท้ ๆ ของแม่ภัทรเอง โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะขอให้ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
แม่ภัทรแจ้งความจับลูกชายแท้ๆ หลังถูกพาตัวไปกักขัง
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน ได้นำแม่ภัทรเข้าพบผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยประเด็นสำคัญคือการถูกพาตัวออกจากบ้านโดยไม่ได้รับความยินยอม และถูกนำไปอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
นายเอกภพเปิดเผยว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลูกชาย ผู้รับจ้าง บุคลากรของศูนย์ดูแล หรือผู้ที่มีส่วนสนับสนุนเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งนี้ รายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ จึงต้องรอพยานหลักฐานและคำชี้แจงจากทุกฝ่ายก่อนสรุปความผิด
แม่ภัทรเล่านาทีถูกอุ้มออกจากบ้าน
แม่ภัทรเล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ลูกชายอยู่ที่บ้านและอ้างว่าจะเข้ามาพูดคุยเรื่องงาน หลังจากเธอกดรีโมตเปิดประตูบ้าน กลับพบชายแปลกหน้า 2 คนเดินเข้ามา จากนั้นชายทั้งสองเข้าประชิดตัว คนหนึ่งล็อกปาก ส่วนอีกคนยกขาและพาตัวออกไปนอกรั้วบ้าน ก่อนนำขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ใกล้กำแพง
เมื่อถูกนำขึ้นรถ แม่ภัทรระบุว่าพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกผลัก ต่อย และสั่งไม่ให้ส่งเสียง ก่อนถูกใส่กุญแจมือและให้นอนอยู่บนเปลภายในรถ เธอกล่าวว่าสามารถจดจำรอยสักบนมือของชายที่เข้ามาพาตัว รวมถึงสังเกตเลขทะเบียนรถได้บางส่วน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการติดตามตัวและตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง
ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถตู้บริเวณปั๊มน้ำมันใกล้สะพานยูเทิร์นเพชรเกษม 97 โดยรถคันใหม่จอดเทียบกับรถคันเดิม ทำให้แม่ภัทรถูกผลักย้ายไปยังรถอีกคันอย่างรวดเร็ว เธอระบุว่าไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ นอกจากนี้ยังเล่าว่า เมื่อขอเข้าห้องน้ำ ผู้ควบคุมตัวไม่อนุญาตและใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว
ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
เมื่อเดินทางถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี แม่ภัทรกล่าวว่าถูกล็อกกุญแจมือจนเกิดรอยช้ำ และมีชาย 2 คนกับหญิง 1 คนเข้ามารับตัว เธออ้างว่าเห็นลูกชายอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่ไม่สามารถตะโกนขอความช่วยเหลือได้ เพราะรู้สึกจุกและตกใจที่ทราบว่าลูกอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพาตัวไป
แม่ภัทรยังเล่าว่า ถูกนำไปไว้ในห้องและมีบุคคลหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า “เจ๊แมว” อ้างว่าเป็นพยาบาลและเจ้าของสถานที่ เธอกล่าวอ้างว่าถูกข่มขู่ บังคับให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมผ้าอ้อม รวมถึงถูกบังคับให้รับประทานยา เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าของผู้ร้อง ซึ่งตำรวจจะต้องตรวจสอบด้วยเอกสารทางการแพทย์ ภาพจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ แม่ภัทรอ้างว่าภายในศูนย์มีการใช้ไม้พายข่มขู่หรือทำร้ายผู้ที่อยู่ในสถานที่ รวมถึงบังคับให้ผู้ถูกดูแลเต้นหรือร้องเพลงเพื่อถ่ายภาพส่งให้ญาติ เพื่อให้เห็นว่าทุกคนมีความสุข เธอกล่าวว่าผู้ที่อยู่ภายในศูนย์หลายคนมีอาการหวาดกลัวและต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หากไม่ทำตามอาจถูกลงโทษหรืออดอาหาร อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การช่วยเหลือและการกลับบ้าน
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อบุตรชายของผู้ดูแลศูนย์ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศสังเกตเห็นแม่ภัทรนั่งอ่านหนังสือและจดบันทึกด้วยท่าทีปกติ เขาจึงเข้าไปพูดคุยและได้รับฟังเรื่องราวว่าเธอถูกพาตัวมาโดยไม่ได้สมัครใจ หลังจากนั้นจึงมีการประสานเพื่อช่วยเหลือและนำตัวกลับออกจากศูนย์
ประมาณ 2 สัปดาห์หลังถูกนำตัวไป แม่ภัทรได้ออกจากศูนย์ โดยมีลูกชายและน้องสาวมารับกลับ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ของศูนย์พยายามกล่าวหาว่าเธอขโมยของและต้องการค้นกระเป๋า แต่น้องสาวได้ทักท้วงให้ดำเนินการค้นต่อหน้า เพื่อความโปร่งใสและป้องกันข้อขัดแย้งเพิ่มเติม
เหตุผลที่ยืนยันดำเนินคดีกับลูกชาย
แม้แม่ภัทรจะยอมรับว่ายังมีความสงสารลูกตามสัญชาตญาณของคนเป็นแม่ แต่เธอมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องร้ายแรงและไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะการนำตัวบุคคลไปกักขังหรือควบคุมโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและความปลอดภัยอย่างมาก เธอจึงต้องการให้คดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงและรับผิดชอบหากพบว่ากระทำผิดจริง
แม่ภัทรยืนยันว่า ลูกชายดูไม่มีความสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเธอไม่ต้องการใจอ่อนอีกต่อไป โดยหวังว่าการดำเนินคดีครั้งนี้จะเป็นบทเรียนแก่ลูกและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ส่วนประเด็นเรื่องทรัพย์สินหรือโรงงานนั้น เธอยืนยันว่า ยังไม่มีการตกลงไกล่เกลี่ยหรือทำข้อตกลงคืนทรัพย์สินใด ๆ
ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องติดตาม
นายเอกภพระบุว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกักขังหน่วงเหนี่ยวและการกระทำผิดที่ต่อเนื่องกันหลายพื้นที่ ตั้งแต่บ้านในเขตวังทองหลางไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหรือหน่วยงานที่มีอำนาจอาจเข้ามาร่วมตรวจสอบได้ ประเด็นสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ทั้งคำให้การของผู้เสียหาย รายละเอียดการเดินทาง เลขทะเบียนรถ รอยสักของผู้ถูกกล่าวหา ข้อมูลการติดต่อ และภาพจากกล้องวงจรปิด
- สิ่งที่ตำรวจควรตรวจสอบ: เส้นทางรถและภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเปลี่ยนรถ
- พยานหลักฐานสำคัญ: ใบรับแจ้งเหตุ เอกสารทางการแพทย์ ภาพรอยช้ำ และคำให้การของพยาน
- การคุ้มครองผู้เสียหาย: ควรดูแลความปลอดภัยและให้ผู้เสียหายเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายและจิตใจ
- การตรวจสอบศูนย์ดูแล: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจใบอนุญาต บุคลากร และมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ
กรณีนี้สะท้อนว่าครอบครัวควรพูดคุยกันอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรือการดูแลผู้สูงอายุ การตัดสินใจแทนผู้ใหญ่โดยไม่อธิบายและไม่ขอความยินยอมอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและปัญหาทางกฎหมายได้ หากพบเหตุผิดปกติ ควรเก็บหลักฐาน ติดต่อหน่วยงานรัฐ และขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการใด ๆ
สำหรับคดี แม่ภัทรแจ้งความจับลูกชายแท้ๆ สังคมควรติดตามอย่างมีสติ ไม่ด่วนตัดสินฝ่ายใดจากข้อมูลเพียงด้านเดียว และเคารพสิทธิของผู้เสียหายรวมถึงผู้ถูกกล่าวหา การพิสูจน์ข้อเท็จจริงควรเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและศาล การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะเปราะบางควรตั้งอยู่บนความปลอดภัย ความเคารพ และความยินยอมเป็นสำคัญ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญการควบคุมตัว การทำร้าย หรือการดูแลที่ไม่ปลอดภัย ควรรีบขอความช่วยเหลือจากตำรวจ หน่วยงานสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และควรบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ไว้ให้มากที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา
ที่มา – แม่ภัทร จุกอก แจ้งความจับลูกชายแท้ๆ จ้างกู้ภัยอุ้มขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ