เปิดรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ ที่เหลือ หลังอิ๊งค์หลุด

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี ทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ต้องมีการเลือก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ เพื่อเข้ามาบริหารประเทศต่อไป เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน นำโดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาหารือ ลงมติ และอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ สว. จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่า น.ส.แพทองธาร มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ และได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9:0 รับคำร้องของ สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย และมีมติ 7:2 ให้ผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย โดยมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เหตุผลสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการวินิจฉัย คือการพิจารณาจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา โดยศาลเห็นว่าการเจรจาของนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซ็นตามคลิปเสียงดังกล่าว มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ เป็นการถือเอาผลประโยชน์ของสมเด็จฮุนเซนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ จึงเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ผลของการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงไปด้วย ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จาก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ อยู่

เปิดรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ

ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ พรรคการเมืองที่มี สส. ในสภาไม่น้อยกว่า 5% (25 คน) สามารถเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเคยแจ้งไว้ในการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 กำหนดให้พรรคการเมืองส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกิน 3 ชื่อ

สำหรับพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 5% และมีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้สภาฯ พิจารณา ประกอบด้วย:

  • พรรคเพื่อไทย: เหลือ นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นตัวเลือกเดียวจากบัญชีเดิม
  • พรรคภูมิใจไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
  • พรรคประชาธิปัตย์: นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี)

ใครจะเป็นนายกฯคนต่อไป: วิเคราะห์รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และทำให้ต้องมีการพิจารณาเลือก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ อย่างรอบคอบ การตัดสินใจของ สส. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะมีผลต่อทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

การพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาคุณสมบัติ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ของ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ผู้นำที่สามารถนำพาประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – เปิดรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหลือ หลัง ศาล รธน.มีมติ อิ๊งค์ หลุดนายกฯ คดีคลิปเสียงฮุนเซน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *