เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์รับน้ำเหนือได้หมด เตือน 3 จังหวัด

เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์รับน้ำเหนือได้หมด เตือน 3 จังหวัด

กรมชลประทานยืนยันว่า เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังสามารถรองรับน้ำจากพื้นที่ภาคเหนือได้ทั้งหมด หลังมีฝนตกในจังหวัดเชียงใหม่และน่าน โดยสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย หรือ JICC ระบุว่า เขื่อนทั้งสองแห่งยังมีศักยภาพในการรองรับน้ำเหนือที่ไหลเข้ามาได้ โดยกรมชลประทานควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็น การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาน้ำไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการใช้งานของประชาชนในระยะต่อไป

เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์รับน้ำเหนือได้หมด และช่วยลดความเสี่ยงพื้นที่ท้ายเขื่อน

การที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังรองรับน้ำได้ทั้งหมด ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการควบคุมสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพราะเขื่อนสามารถชะลอน้ำจากพื้นที่ตอนบนและทยอยบริหารจัดการให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่าง ๆ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาทั้งปริมาณฝน น้ำไหลเข้าเขื่อน ระดับน้ำในแม่น้ำ และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ประกอบกัน

สำหรับเขื่อนเจ้าพระยา สถานีวัดน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงจากวันที่ก่อนหน้า จึงสะท้อนว่าสถานการณ์โดยรวมเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น กรมชลประทานยังใช้วิธีสร้างสมดุลน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือ พร้อมลดการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนล่าง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำ

ลดการระบายน้ำ ช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ

หน่วยงานได้ลดการระบายน้ำจากเดิมประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงลดปริมาณน้ำที่ระบายไปทางแม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยให้ระดับน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำลดลงประมาณ 10-15 เซนติเมตร แม้การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ คลอง และพื้นที่ลุ่มต่ำควรติดตามประกาศจากกรมชลประทาน จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกเพิ่ม เพราะระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้จากทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ และการระบายน้ำในแต่ละจุด การเตรียมยกของขึ้นที่สูงและตรวจสอบเส้นทางสัญจรไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้

เตือน 3 จังหวัด หลังเขื่อนแม่กลองเพิ่มการระบาย

ในพื้นที่ภาคตะวันตก กรมชลประทานเตรียมพร่องน้ำหน้าเขื่อนแม่กลอง เพื่อรองรับฝนที่คาดว่าจะตกเพิ่มขึ้นตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อย่างไรก็ตาม ในคืนวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา มีฝนตกหนักจนทำให้น้ำล้นตลิ่งในบางจุดของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่จึงต้องติดตามระดับน้ำและผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนเป็นพิเศษ

น้ำที่ผ่านเขื่อนแม่กลองมีการเพิ่มการระบายเป็นประมาณ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำใน 3 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาคร อาจมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากวันก่อนประมาณ 40-50 เซนติเมตร กรมชลประทานประเมินว่าปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นไม่น่าจะสร้างผลกระทบรุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากคาดว่าปริมาณฝนโดยรวมจะน้อยกว่าเดิม

  • จังหวัดกาญจนบุรีควรเฝ้าระวังพื้นที่ริมแม่น้ำและจุดที่เคยเกิดน้ำล้นตลิ่ง
  • จังหวัดราชบุรีควรติดตามระดับน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่เกษตรใกล้ทางระบาย
  • จังหวัดสมุทรสาครควรระวังน้ำทะเลหนุนและผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำ

ประชาชนใน 3 จังหวัดควรตรวจสอบข้อมูลจากทางการก่อนเดินทางหรือทำกิจกรรมใกล้แหล่งน้ำ หากบ้านอยู่ในจุดเสี่ยง ควรเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น กระสอบทราย เครื่องสูบน้ำ ยาประจำตัว ไฟฉาย และเอกสารสำคัญใส่ถุงกันน้ำ การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

สถานการณ์ภาคใต้และภาคตะวันออกยังต้องติดตาม

สำหรับภาคใต้ กรมชลประทานควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเพชรอยู่ที่ประมาณ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากศักยภาพรองรับน้ำ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของความสามารถในการรองรับทั้งหมด

การระบายน้ำท้ายเขื่อนเพชรไปทางตัวเมืองเพชรบุรีอยู่ที่ประมาณ 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่พื้นที่สามารถรองรับได้ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงยังไม่พบผลกระทบที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะยังประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะฝนในพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงและทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นได้

ส่วนภาคตะวันออก พื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกงยังเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีไหลมารวมกัน สถานการณ์แม่น้ำนครนายกตอนบนเริ่มดีขึ้น แต่พื้นที่ตอนล่างยังทรงตัวเล็กน้อยจากอิทธิพลของน้ำทะเลและน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรี

ลำน้ำปราจีนบุรีตั้งแต่จังหวัดสระแก้วมีระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง แต่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง และการลดลงของน้ำอาจเป็นไปอย่างช้า ๆ นอกจากนี้ น้ำที่ระบายออกมาอาจกระทบพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว บางคล้า พนมสารคาม และอำเภอเมือง โดยระดับน้ำอาจทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงน้ำทะเลหนุน เมื่อเข้าสู่ช่วงน้ำทะเลขาลง สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น

ประชาชนควรติดตามข่าวน้ำอย่างไร

แม้กรมชลประทานยืนยันว่า เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์รับน้ำเหนือได้หมด แต่ประชาชนไม่ควรประมาท เพราะสถานการณ์น้ำขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและปัจจัยธรรมชาติหลายด้าน การติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและลดความสับสนจากข่าวที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์

โดยสรุป ภาพรวมลุ่มน้ำภาคเหนือและเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนแม่กลองในกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสาครยังต้องระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้น ประชาชนควรเตรียมพร้อม ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ และช่วยกันดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนผ่านช่วงฝนตกและน้ำหลากไปได้อย่างปลอดภัย

ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างสม่ำเสมอและเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เพราะการรู้ข้อมูลเร็วจะช่วยให้ตัดสินใจได้ทันเวลาและลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – กรมชลประทาน ยัน เขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ รับน้ำเหนือได้หมด เตือน 3 จังหวัด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *