ส.บอลไทยแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ

ส.บอลไทยแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ หลังเกิดเหตุวุ่นวายในเกมไทยลีก 2 ระหว่างพัทยา ยูไนเต็ด กับ พลังกาญจน์ เอฟซี ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 โดยหลังจบการแข่งขันมีแฟนบอลรายหนึ่งตะโกนใช้ถ้อยคำหยาบคายและมีลักษณะดูหมิ่นเชื้อชาติ รวมถึงพาดพิงรูปร่างของนักฟุตบอล เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้เกี่ยวข้อง และทำให้เจ้าหน้าที่สนามต้องเข้าระงับสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนว่า การเหยียดเชื้อชาติหรือการดูหมิ่นทางชาติพันธุ์ไม่ควรเกิดขึ้นในวงการกีฬา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในสนาม บริเวณโดยรอบสนาม หรือบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำร้ายความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ แต่ยังทำลายสปิริตของเกมและภาพลักษณ์ของฟุตบอลไทยโดยรวม

ส.บอลไทยแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ

แถลงการณ์ของสมาคมฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ ภาษา หรือภูมิหลังแบบใด นักกีฬา เจ้าหน้าที่ ผู้ตัดสิน และแฟนบอลทุกฝ่ายควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ การใช้คำพูดที่พาดพิงเชื้อชาติหรือใช้ความแตกต่างของบุคคลมาเป็นเครื่องมือเยาะเย้ย จึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและไม่ควรได้รับการยอมรับ

กรณีที่เกิดขึ้นหลังเกมดังกล่าว มีรายงานว่ามีแฟนบอลตะโกนคำพูดพาดพิง พัค ฮัง ซอ หัวหน้าผู้ฝึกสอนของพลังกาญจน์ เอฟซี โดยใช้คำว่า “กิมจิ” ซึ่งเชื่อมโยงกับถิ่นกำเนิดของเจ้าตัว ขณะเดียวกันยังมีการตะโกนเรียก จอห์น บาจโจ กองหน้าของทีมด้วยคำพูดที่ล้อเลียนรูปร่าง เหตุการณ์ทำให้กุนซือชาวเกาหลีใต้แสดงความไม่พอใจและเดินเข้าไปหาแฟนบอล ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์

ส.บอลไทยแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ พร้อมเตรียมพิจารณาโทษ

ด้าน “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้มอบนโยบายและกำชับฝ่ายจัดการแข่งขันให้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามระเบียบโดยทันที การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้การตรวจสอบมีความชัดเจน เป็นธรรม และสามารถระบุได้ว่าผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายมีส่วนรับผิดชอบในระดับใด

ตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษวินัย มารยาทฯ ของสมาคมฯ การแสดงพฤติกรรมเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ดูหมิ่น หรือข่มขู่ อาจนำไปสู่บทลงโทษที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากสถานะของผู้กระทำและลักษณะของเหตุการณ์ ทั้งนักกีฬา เจ้าหน้าที่ทีม และกองเชียร์ต่างมีหน้าที่ต้องรักษามาตรฐานความประพฤติในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการแข่งขัน

  • นักฟุตบอล: หากใช้ถ้อยคำหยาบคาย เยาะเย้ย ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเหยียดผิวและเชื้อชาติ อาจถูกพักการแข่งขัน 1-3 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท
  • เจ้าหน้าที่ทีม: หากแสดงคำพูดหรือกิริยาที่ก้าวร้าว ดูหมิ่น หรือเหยียดเชื้อชาติ อาจถูกพักการทำหน้าที่ 2 นัด และปรับเงินตั้งแต่ 10,000-40,000 บาท
  • กองเชียร์: ผู้ที่ใช้คำพูดหรือแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจถูกปรับเงินตั้งแต่ 10,000-30,000 บาท หากกระทำร่วมกันหลายคน โทษอาจเพิ่มเป็น 20,000-40,000 บาท
  • การใช้อุปกรณ์ขยายเสียงหรือสื่อออนไลน์: หากนำพฤติกรรมดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านอุปกรณ์ขยายเสียงหรือถ่ายทอดสด อาจถูกปรับเงินตั้งแต่ 30,000-50,000 บาท พร้อมห้ามนำอุปกรณ์เข้าสนามตามจำนวนเกมที่กำหนด

นอกจากบทลงโทษเฉพาะบุคคลแล้ว ระเบียบยังครอบคลุมกรณีการนำป้ายเชียร์ที่มีข้อความยั่วยุ ข่มขู่ หรือดูหมิ่นทีมคู่แข่งและบุคคลอื่นเข้าสู่สนาม หากตรวจพบว่าแฟนบอลหรือกลุ่มกองเชียร์มีพฤติกรรมดังกล่าว สโมสรต้นสังกัดและทีมเหย้าอาจต้องร่วมรับผิดชอบ โดยโทษอาจรวมถึงการปรับเงิน การห้ามใช้สนาม และในกรณีทำผิดซ้ำอาจมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เช่น การตัดคะแนน

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการลงโทษหลังเกิดเหตุ แต่ยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก สโมสรควรสื่อสารกับแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง จัดเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่อัฒจันทร์อย่างเพียงพอ และมีช่องทางรับแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันแฟนบอลเองก็ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่สนุกและปลอดภัย การเชียร์สามารถแสดงความหลงใหลต่อทีมได้โดยไม่จำเป็นต้องเหยียดหรือทำร้ายศักดิ์ศรีของผู้อื่น

สำหรับนักกีฬาและบุคลากรกีฬาอาชีพ ระเบียบจรรยากำหนดให้ทุกคนใช้วาจาสุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความสามารถ ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ หรือคุณธรรม หลักการนี้สะท้อนว่าความรับผิดชอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟนบอลเท่านั้น แต่ทุกคนในวงการฟุตบอลต้องร่วมกันรักษามาตรฐานของกีฬา

ส.บอลไทยแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างฟุตบอลไทยให้มีความเคารพและเท่าเทียม การแข่งขันที่ดีไม่ควรวัดจากผลแพ้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากน้ำใจนักกีฬา วัฒนธรรมการเชียร์ และความปลอดภัยของทุกคนในสนามด้วย

ท้ายที่สุด แฟนบอลทุกคนมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงวงการฟุตบอลไทยได้ เพียงเลือกใช้คำพูดที่สร้างสรรค์ เคารพคู่แข่ง และแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบพฤติกรรมเหยียดหยาม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง สนามฟุตบอลจะกลับมาเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความภาคภูมิใจของคนรักกีฬาอย่างแท้จริง

ที่มา – ส.บอลไทย ร่อนแถลงการณ์ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ย้ำเป็นเรื่องสำคัญ – เตรียมพิจารณาโทษ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *