สุนทร จารุมนต์ นายกบิลเลียดไทยสมัยที่ 3
สุนทร จารุมนต์ นายกบิลเลียดไทยสมัยที่ 3 หลังได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสโมสรทั่วประเทศแบบเอกฉันท์ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่วงการบิลเลียดและสนุกเกอร์ไทยมีต่อการทำงานของ “บิ๊กฮง” อย่างชัดเจน แม้สมาคมจะยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและสถานะทางการเงินที่ติดลบ แต่ผู้นำสมาคมพร้อมเดินหน้าพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง
ในการประชุมวิสามัญคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย มีคณะกรรมการและตัวแทนจากสโมสรสมาชิกเข้าร่วมทั้งหมด 26 สโมสร วาระสำคัญคือการเลือกตั้งนายกสมาคมคนใหม่ หลังนายสุนทร จารุมนต์ หมดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยที่ประชุมได้เสนอชื่อผู้สมัคร และไม่มีผู้สมัครรายอื่นเพิ่มเติม ทำให้สมาชิกทั้ง 26 สโมสรลงมติรับรองนายสุนทรอย่างเป็นเอกฉันท์
สุนทร จารุมนต์ นายกบิลเลียดไทยสมัยที่ 3 เดินหน้าพัฒนาวงการ
การกลับมารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 มีวาระการทำงาน 4 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569-2573 นายสุนทรกล่าวขอบคุณสมาชิกทุกสโมสรที่ให้ความไว้วางใจ พร้อมยืนยันว่าจะทุ่มเทและเสียสละมากกว่าเดิม เพื่อยกระดับกีฬาบิลเลียด สนุกเกอร์ และพูลของไทยให้เติบโตไปในทิศทางที่มั่นคง
แผนงานในปีหน้าจะเน้นการจัดการแข่งขันตลอดทั้งปี ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาได้มีเวทีแข่งขันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงช่วยสร้างระบบคะแนนสะสมและค้นหานักกีฬาดาวรุ่งเข้าสู่ทีมชาติ รายการที่อยู่ในแผนประกอบด้วยการแข่งขันสนุกเกอร์เก็บคะแนนสะสมประเทศไทย สนุกเกอร์ 6 แดง สนุกเกอร์ชาย สนุกเกอร์หญิง สนุกเกอร์เยาวชน พูลชิงแชมป์ประเทศไทย และบิลเลียดชิงแชมป์ประเทศไทย
สุนทร จารุมนต์ นายกบิลเลียดไทยสมัยที่ 3 เล็งเพิ่มรายการพูลแรงกิ้ง
อีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจคือการจัดการแข่งขัน “พูลแรงกิ้ง” หรือรายการสะสมคะแนนพูลระดับประเทศประมาณ 3-4 รายการ หากสามารถหาผู้สนับสนุนได้สำเร็จ แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานผู้เล่นและแฟนกีฬา เนื่องจากปัจจุบันพูลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งกรุงเทพฯ สุขุมวิท พัทยา ภูเก็ต รวมถึงจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
การจัดพูลแรงกิ้งจะช่วยให้ผู้เล่นมีเป้าหมายในการพัฒนาฝีมือมากขึ้น ขณะเดียวกันยังอาจสร้างเส้นทางให้นักกีฬาหน้าใหม่ก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศและระดับนานาชาติได้ง่ายกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม สมาคมยังจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณจากผู้สนับสนุน เนื่องจากงบดำเนินงานของสมาคมอยู่ในภาวะติดลบมาอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการจึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบและเลือกจัดรายการที่มีความคุ้มค่า
เตรียมนักกีฬาลุยศึกเอเชียนอินดอร์เกมส์และซีเกมส์
ภารกิจสำคัญหลังการเลือกตั้งคือการเตรียมทีมชาติไทยสำหรับการแข่งขันเอเชียนอินดอร์เกมส์ 2026 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกำหนดแข่งขันในเดือนธันวาคม เดิมทีสมาคมมีแผนเก็บตัวนักกีฬาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม แต่ต้องเลื่อนออกไปจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งสถานการณ์น้ำท่วมและภารกิจการแข่งขันเอเชียนเกมส์ที่ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อเจ้าหน้าที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ สมาคมคาดว่าจะสามารถเริ่มเก็บตัวนักกีฬาได้ในสัปดาห์ถัดไป การเก็บตัวครั้งนี้จะช่วยให้นักกีฬามีเวลาเตรียมความพร้อมทั้งด้านเทคนิค แท็กติก สภาพร่างกาย และสภาพจิตใจก่อนเข้าสู่การแข่งขันระดับทวีป
หลังเสร็จสิ้นภารกิจเอเชียนอินดอร์เกมส์ สมาคมจะเดินหน้าต่อด้วยการเตรียมทีมสำหรับซีเกมส์ 2027 ที่ประเทศมาเลเซียในเดือนกันยายน โดยใช้สนามฝึกซ้อมของสมาคมภายในสนามฝึกซ้อมกอล์ฟเกียรติธาดา ย่านเกษตรนวมินทร์ ลาดพร้าว 71 เป็นศูนย์กลางการฝึกซ้อม
เป้าหมายสำคัญของสมาคมในวาระใหม่
- จัดการแข่งขันบิลเลียด สนุกเกอร์ และพูลให้ต่อเนื่องตลอดปี
- สร้างระบบคะแนนสะสมที่ช่วยพัฒนานักกีฬาทุกระดับ
- ผลักดันรายการพูลแรงกิ้ง หากได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน
- เตรียมทีมชาติไทยสำหรับเอเชียนอินดอร์เกมส์ 2026 และซีเกมส์ 2027
- ขยายฐานแฟนกีฬาและสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ
เส้นทางการทำงานในวาระใหม่ของ สุนทร จารุมนต์ นายกบิลเลียดไทยสมัยที่ 3 จึงมีทั้งโอกาสและความท้าทาย การจัดการแข่งขันให้มากขึ้นจะช่วยกระตุ้นวงการ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมต้นทุนและสร้างความร่วมมือกับผู้สนับสนุนให้ได้ หากแผนงานเดินหน้าอย่างเป็นระบบ วงการบิลเลียดไทยก็มีโอกาสเติบโตทั้งในด้านนักกีฬา ผู้ชม และตลาดการแข่งขัน
สำหรับแฟนกีฬา การติดตามรายการแข่งขันในประเทศและร่วมสนับสนุนนักกีฬาไทยถือเป็นแรงผลักดันสำคัญ ความสำเร็จของสมาคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของสโมสร นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้สนับสนุน และแฟนกีฬาทั่วประเทศ หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดัน เชื่อว่าบิลเลียดไทยจะสร้างผลงานที่น่าภูมิใจได้อีกมากในอนาคต
ที่มา – เอกฉันท์ สุนทร จารุมนต์ นั่งนายกบิลเลียดไทย สมัยที่ 3 – เล็งผุดทัวร์นาเมนต์เพิ่มแม้งบยังติดลบ