สหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเล

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเล เพื่อหวังบรรเทาความกดดันด้านราคาพลังงานที่กำลังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญนี้ในการสัมภาษณ์รายการ “Mornings with Maria” ของฟ็อกซ์ บิสเนส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม โดยระบุว่าการตัดสินใจนี้อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
น้ำมันอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรและค้างอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลมีปริมาณสูงถึงประมาณ 140 ล้านบาร์เรล การปล่อยน้ำมันเหล่านี้เข้าสู่ตลาดโลกคาดว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันลงได้ภายใน 10-14 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในขณะที่อุปสงค์พลังงานกำลังตึงตัวจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
สหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเล
สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องพิจารณายกเลิกคว่ำบาตรดังกล่าวมาจากการที่อิหร่านประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ช่องแคบนี้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของการค้าขายน้ำมันทั่วโลก การปิดกั้นทำให้อุปทานน้ำมันหายไปราว 10-14 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯ แต่ยังกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างไทยและชาติในเอเชียอื่นๆ ด้วย
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและไทย
สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเลนี้ ถือเป็นข่าวดีที่อาจช่วยลดราคาน้ำมันในปั๊มลงได้ในที่สุด ผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะได้รับประโยชน์โดยตรง หากราคาน้ำมันลดลง 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจช่วยประหยัดงบประมาณของครัวเรือนได้หลายพันบาทต่อปี
นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังยืนยันว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะไม่เข้าแทรกแซงตลาดล่วงหน้า แต่จะมุ่งเน้นเพิ่มอุปทานผ่านหลายช่องทาง เช่น การระบายน้ำมันจาก คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แบบฝ่ายเดียว รวมถึงการประสานงานกับกลุ่ม G7 ที่เพิ่งระบายน้ำมันร่วมกัน 400 ล้านบาร์เรลไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
- ปล่อยน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรลจากเรือในทะเล
- ระบาย SPR เพิ่มเติม
- ประสาน G7 และพันธมิตร
- อนุญาตน้ำมันรัสเซียที่ค้างเรือชั่วคราว (เคยช่วยเพิ่ม 130 ล้านบาร์เรล)
บทบาทของจีนและญี่ปุ่นในวิกฤตนี้
เบสเซนต์วิจารณ์จีนว่าได้กลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันที่ไม่น่าเชื่อถือ หลังจากจีนหยุดส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินและผลิตภัณฑ์พลังงานไปยังประเทศเอเชียอื่นๆ ทำให้ปัญหายิ่งรุนแรง ในทางตรงกันข้าม เขาชมญี่ปุ่นว่ามีศักยภาพสูง โดยเฉพาะกองทัพเรือญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านกวาดทุ่นระเบิดและตรวจจับ และเชื่อว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือตลาดโลก
การดำเนินการคล้ายกันเคยเกิดขึ้นกับน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร โดยสหรัฐฯ อนุญาตให้ประเทศต่างๆ ซื้อน้ำมันที่ค้างบนเรือชั่วคราว ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้น 130 ล้านบาร์เรล แสดงให้เห็นว่ามาตรการแบบนี้ได้ผลจริงในอดีต
โดยรวมแล้ว สหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเล ถือเป็นกลยุทธ์เร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกังวลว่าอาจส่งสัญญาณอ่อนแอต่ออิหร่านและกระทบความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลายหรือไม่
ในมุมมองของเรา การตัดสินใจนี้น่าจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันในระยะสั้นได้ดี แต่เพื่อแก้ปัญหายั่งยืน โลกควรเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง หากคุณกำลังกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!
ที่มา – สหรัฐฯ เล็งยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านที่ตกค้างบนเรือในทะเล หวังบรรเทาราคาน้ำมันพุ่ง