สบส.บุกตรวจบ้านเสริมสุข ปมผู้ป่วยร้องขอความช่วยเหลือ

สบส.บุกตรวจบ้านเสริมสุข หลังมีรายงานว่าผู้ป่วยภายในสถานที่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากหน้าต่างอาคาร พร้อมกล่าวอ้างว่าเคยถูกกักขัง ล่ามโซ่ และทำร้ายร่างกาย ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและสภาพการดูแลผู้พักอาศัยอย่างละเอียด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 69 หลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่ 4 หรือ สบส.4 ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเสริมสุข ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในซอยเรวดี จังหวัดนนทบุรี เบื้องต้นพบประเด็นเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งอาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ โดยสถานที่แห่งนี้ยื่นขออนุญาตในลักษณะศูนย์พักพิงเพื่อดูแลผู้สูงวัย แต่กลับพบว่ามีผู้ป่วยจิตเวชพักอาศัยอยู่มากกว่า 81 ราย

สบส.บุกตรวจบ้านเสริมสุข ตรวจสอบใบอนุญาตและระบบดูแลผู้ป่วย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ภายในบ้านเสริมสุขไม่มีแพทย์ประจำ และไม่มีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางสำหรับดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างเหมาะสม ประเด็นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบทั้งเอกสารการขออนุญาต รูปแบบการดำเนินงาน จำนวนผู้พักอาศัย ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการรักษาพยาบาล การตรวจสอบจะช่วยให้ทราบว่าสถานที่ดำเนินกิจการตรงตามใบอนุญาตหรือไม่ และผู้ป่วยได้รับการดูแลจากบุคลากรที่มีความรู้ตามหลักวิชาชีพหรือไม่

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมเข้าตรวจสอบ ผู้สื่อข่าวและผู้ที่อยู่บริเวณด้านนอกสังเกตเห็นผู้พักอาศัยรายหนึ่งเปิดหน้าต่างบริเวณชั้น 3 พร้อมยื่นมือออกมาทำสัญญาณ SOS เพื่อขอความช่วยเหลือ เหตุการณ์นี้สร้างความสนใจแก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เนื่องจากผู้ป่วยพยายามสื่อสารจากภายในอาคารและต้องการให้บุคคลภายนอกรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สบส.บุกตรวจบ้านเสริมสุข หลังผู้ป่วยหลายรายร้องเรียน

ผู้ป่วยรายหนึ่งให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า พักอยู่ที่บ้านเสริมสุขประมาณ 1 เดือน โดยครอบครัวส่งตัวมาเพื่อบำบัด เนื่องจากมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นลง เจ้าตัวอ้างว่าในวันแรกที่เข้ามาถูกล็อกและล่ามโซ่ แต่ระบุว่ายังไม่เคยถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมกล่าวว่าที่ผ่านมาต้องรับประทานยาจิตเวชที่ครอบครัวจัดส่งมาให้เอง ไม่ใช่ยาที่สถานที่จัดหาให้

ต่อมา ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งบริเวณชั้น 2 ได้เปิดหน้าต่างพูดคุยกับผู้สื่อข่าว โดยระบุว่าเข้ามาพักอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2566 และต้องการให้ช่วยติดต่อพ่อแม่ซึ่งอาศัยอยู่จังหวัดอ่างทอง ผู้ป่วยรายนี้อ้างว่าเคยถูกล่ามโซ่ และไม่ได้รับยาเบาหวานเมื่อมีอาการกำเริบ นอกจากนี้ยังกล่าวอ้างว่าเคยถูกทำร้ายร่างกาย รวมถึงถูกเตะบริเวณเบ้าตา จนมีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่

ผู้ป่วยยังอ้างด้วยว่า เจ้าหน้าที่บางคนไม่อนุญาตให้ผู้พักอาศัยออกไปนอกพื้นที่ และกำชับไม่ให้พูดคุยกับผู้สื่อข่าว โดยมีผู้ป่วยจากห้องอื่นตะโกนสนับสนุนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับหลายคน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดในขณะนี้ยังเป็นคำกล่าวอ้างจากผู้ป่วย จำเป็นต้องรอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ เอกสารหลักฐาน การสอบปากคำ และการประเมินสภาพร่างกายของผู้เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตรวจสอบ

  • ตรวจสอบว่าใบอนุญาตของสถานที่ตรงกับวัตถุประสงค์การดำเนินกิจการหรือไม่
  • ตรวจสอบจำนวนผู้พักอาศัยและประเภทการดูแลที่แต่ละคนต้องได้รับ
  • ตรวจสอบว่ามีแพทย์ พยาบาล หรือนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตประจำหรือไม่
  • ตรวจสอบการจ่ายยา การจัดเก็บยา และการติดตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกักขัง การล่ามโซ่ และการทำร้ายร่างกาย
  • ประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของผู้พักอาศัยอย่างเป็นอิสระ
  • ประสานญาติและหน่วยงานคุ้มครองสิทธิ หากพบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย

ระหว่างการรอเจ้าหน้าที่ สภ.เมืองนนทบุรีได้เดินทางมาสังเกตการณ์และช่วยดูแลการจราจรบริเวณโดยรอบ การมีตำรวจอยู่ในพื้นที่มีความสำคัญต่อการรักษาความสงบ รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ การดำเนินการควรให้ความสำคัญกับสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ป่วย โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือภาพที่อาจทำให้ผู้ป่วยถูกตีตรา

กรณีนี้สะท้อนว่าการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชจำเป็นต้องใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยจิตเวชต้องได้รับการประเมินโดยบุคลากรเฉพาะทาง มีแผนการรักษาที่ชัดเจน ได้รับยาอย่างถูกต้อง และมีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย หากจำเป็นต้องจำกัดพฤติกรรมเพื่อป้องกันอันตราย ควรดำเนินการตามกฎหมายและหลักการแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใช้การลงโทษหรือการควบคุมที่อาจกระทบต่อร่างกายและจิตใจ

สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลญาติ ควรตรวจสอบใบอนุญาต ชื่อผู้รับผิดชอบ คุณวุฒิของบุคลากร ระบบรักษาความปลอดภัย และแนวทางการติดต่อญาติให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ นอกจากนี้ควรเยี่ยมสถานที่อย่างสม่ำเสมอ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย และสอบถามเรื่องยา อาหาร การนอนหลับ รวมถึงสิทธิในการติดต่อคนภายนอก หากพบสิ่งผิดปกติ ควรเก็บข้อมูลอย่างรอบคอบและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

การตรวจสอบบ้านเสริมสุขควรดำเนินไปอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก หากพบการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดตามกฎหมาย และควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาในสถานที่ที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน หากข้อกล่าวหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หน่วยงานก็ควรชี้แจงข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อให้สังคมได้รับความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ข้อคิดสำคัญคือ ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการรักษาตามมาตรฐาน ครอบครัวและสังคมจึงควรติดตามผลการตรวจสอบครั้งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมช่วยกันเรียกร้องให้สถานดูแลทุกแห่งทำงานด้วยความรับผิดชอบและตรวจสอบได้

ที่มา – สบส.บุกตรวจบ้านเสริมสุข ผู้ป่วยตะโกนให้ช่วย อ้างโดนจับขัง-ล่ามโซ่-ทำร้าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *