สงครามราคารถยนต์จีนฉุดรายได้วูบ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการรถยนต์โลกกันครับ นั่นคือ สงครามราคารถยนต์จีน ที่กำลังโหมกระหน่ำหนักมาก จนทำให้รายได้รวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนหายวับไปกว่า 4.71 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา! รายงานวิจัยล่าสุดจากสมาชิกสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์จีนอย่างคุณหลี่ เหยียนเว่ย เผยให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลที่ผู้ผลิตและดีลเลอร์ต้องเผชิญ จากการตัดราคาขายแบบไม่ยั้งคิดเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด

สงครามราคารถยนต์จีน

สงครามราคารถยนต์จีน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2566 เมื่อเทสลา ผู้บุกเบิกตลาดรถ EV ในจีน ประกาศลดราคารถรุ่นหลักแบบกะทันหัน ส่งผลให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่อื่นๆ ทั้ง本土อย่าง BYD, Geely, Chery และแบรนด์ต่างชาติอย่าง Volkswagen, Toyota ต้องตามลดราคาตามแบบถล่มทลาย เพื่อไม่ให้เสียส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ตลาดจีนที่มียอดขายรถเกือบ 30 ล้านคันต่อปี นับเป็นสนามรบที่ดุเดือดสุดๆ

คุณหลี่คำนวณความสูญเสียโดยเอาราคาส่วนลดมาเทียบกับราคารถใหม่ในเดือนมกราคม 2566 แล้วคูณด้วยยอดขายทั้ง 3 ปี พบว่าราคาเฉลี่ยต่อคันลดลงจาก 217,000 หยวน เหลือแค่ 194,000 หยวน หรือลดลงกว่า 11%! นี่ไม่ใช่แค่การลดราคาธรรมดา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งหมดเลยครับ

ผลกระทบจากสงครามราคารถยนต์จีน

ผลกระทบจากการแข่งขันราคานี้ชัดเจนมาก ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว ในขณะที่กำไรหดหาย ผู้ผลิตรายเล็กๆ หลายรายอาจล้มละลาย ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD สามารถรอดมาได้เพราะ economies of scale แต่โดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมทั้งหมดเสียหายหนัก

  • รายได้รวมหายไปกว่า 4.71 แสนล้านหยวน ใน 3 ปี (2566-2568)
  • ราคารถเฉลี่ยลด 11% จาก 217,000 หยวน เหลือ 194,000 หยวน
  • ดีลเลอร์ขาดทุนจากส่วนลดที่ต้องรับเอง
  • ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากรถราคาถูกลง แต่คุณภาพอาจกระทบ

นอกจากนี้ สงครามราคารถยนต์จีน ยังลามไปยังตลาดโลก เพราะรถจีนราคาถูกเริ่มบุกตลาดออสเตรเลีย ยุโรป และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยเราด้วย ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปต้องปรับตัวหนักเพื่อแข่งขัน

สาเหตุและกลยุทธ์เบื้องหลัง

ทำไมถึงรุนแรงขนาดนี้? เพราะจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์เกิน 40 ล้านคันต่อปี แต่ยอดขายจริงแค่ 25-30 ล้านคัน ทำให้เกิด oversupply รถ EV และไฮบริดที่รัฐบาลจีนสนับสนุนเต็มที่ ทำให้แบรนด์จีนอย่าง NIO, XPeng, Li Auto ต้องลดราคาเพื่อเคลียร์สต็อก

เทสลาเปิดศึกด้วย Model 3 และ Model Y ลดราคา 20% ตามด้วย BYD ที่ลด Qin Plus แบบถล่มโลก ส่งผลให้ยอดขายพุ่ง แต่กำไรหายเกลี้ยง นักวิเคราะห์มองว่าสงครามนี้อาจยืดเยื้อไปอีก 1-2 ปี จนกว่าจะมีการรวมกิจการ (consolidation)

อนาคตของอุตสาหกรรมหลังสงครามราคา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สงครามราคานี้อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ค่ายเล็กจะหายไป ค่ายใหญ่จะครองตลาดมากขึ้น และนวัตกรรมอย่างแบตเตอรี่ถูกลงจะเป็นกุญแจสำคัญ หากคุณกำลังมองหารถจีน นี่คือโอกาสทอง แต่ต้องชั่งน้ำหนักคุณภาพและบริการหลังการขายด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า สงครามราคารถยนต์จีน เป็นบทเรียนสำคัญให้อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก ว่าการแข่งขันด้านราคาอาจทำลายกำไรระยะยาว คุณล่ะคิดอย่างไร? รถจีนจะครองโลกได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเป็นประโยชน์!

ที่มา – สงครามราคารถยนต์จีนฉุดรายได้อุตสาหกรรมวูบ 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐใน 3 ปี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *