ศาลแพ่งยกคำร้องอัยการทนายตั้ม
ข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายที่หลายคนจับตามอง เมื่อศาลแพ่ง ยกคำร้องอัยการ ขอให้ทรัพย์ ทนายตั้ม ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากยังไม่อาจฟังได้ว่ามีพฤติกรรมฉ้อโกงที่ชัดเจน คดีนี้เกี่ยวกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือที่รู้จักกันในนามทนายตั้ม ทนายความชื่อดังที่เคยมีชื่อเสียงจากคดีดังๆ มากมาย ล่าสุดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู อดีตทนายของทนายตั้ม ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายอย่างละเอียด ว่าทำไมศาลถึงตัดสินแบบนี้
ศาลแพ่ง ยกคำร้องอัยการ ขอให้ทรัพย์ ทนายตั้ม ตกเป็นของแผ่นดิน
เรื่องราวเริ่มต้นจากอัยการที่ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อขอให้ทรัพย์สินของทนายตั้มที่ยึดไว้ก่อนหน้านี้ตกเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินเหล่านี้ประกอบด้วยเงินในบัญชีธนาครกว่า 20 ล้านบาท บ้านหรูมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท และรถยนต์หรูหลายคัน แต่ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องนี้ยื่นเร็วเกินไป เพราะคดีอาญาหลักในข้อหาฉ้อโกงยังไม่สิ้นสุด
ศาลชี้ว่าต้องรอให้คดีอาญามีคำพิพากษาก่อน โดยมีกำหนดสืบพยานในเดือนมีนาคม 2569 หากยังไม่ชัดเจนว่ามีความผิดจริง ก็ไม่สามารถสั่งยึดทรัพย์ได้ทันที คำสั่งนี้จึงยกคำร้องทั้งหมด ทำให้ทนายตั้มรอดพ้นจากการสูญเสียทรัพย์สินในขั้นตอนแพ่งไปก่อน
เหตุผลหลักที่ศาลไม่อนุมัติยึดทรัพย์ทนายตั้ม
ทนายสายหยุดอธิบายว่า คดีแพ่งตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ไม่สามารถพิสูจน์ความผิดทางอาญาได้เต็มรูปแบบเหมือนคดีอาญา ในคดีอาญาต้องสืบพยานถึง 40-50 ปาก เพื่อยืนยันว่าทนายตั้มกระทำผิดจริง แต่คดีแพ่งใช้พยานแค่ 2-3 ปาก เช่น พนักงาน ปปง. ร้อยเวร และบุคคลภายนอก หากพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความผิด ก็ไม่ควรยึดทรัพย์เพราะอาจไม่เป็นธรรม หากสุดท้ายทนายตั้มชนะคดี เขาจะกลายเป็นผู้เสียหายทันที
- เงินในบัญชี: กว่า 20 ล้านบาท
- บ้าน: มูลค่า 40 ล้านบาท
- รถยนต์: รถหรูหลายคัน
นอกจากนี้ ทนายสายหยุดยังชี้ว่าพฤติการณ์ของทนายตั้มไม่เข้าข่ายฉ้อโกง “เป็นปกติธุระ” ตามกฎหมาย เพราะเป็นการโกงเจ๊อ้อยคนเดียวแต่หลายครั้ง ถือเป็นต่างกรรมต่างวาระ ต่างจากคดีตี่ลี่ฮวงจุ้ยที่โกงเป็นวงกว้าง
คดีอาญาทนายตั้มจะเป็นอย่างไรต่อไป
แม้ศาลแพ่งจะยกคำร้อง แต่คดีอาญายังดำเนินต่อ มีการนัดสืบพยานเดือนมีนาคม และคาดอ่านคำพิพากษาเดือนพฤษภาคม 2569 หากศาลอาญาพิพากษาว่าผิดจริง ทรัพย์ก็ต้องคืนหรือชดใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ทางฟอกเงิน อัยการยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งภายใน 30 วัน และฎีกาต่อไปได้ คดีนี้จึงยังไม่น่าจะจบง่ายๆ
การตัดสินครั้งนี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่ต้องพิสูจน์ให้ครบถ้วนก่อนลงโทษ โดยเฉพาะทรัพย์สินขนาดใหญ่ หากในอนาคตศาลอาญายืนยันความผิด ทนายตั้มก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอยู่ดี แต่ตอนนี้ถือเป็นชัยชนะชั่วคราว
สำหรับผู้สนใจกฎหมายฟอกเงินและคดีฉ้อโกง สามารถศึกษากฎหมายเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ปปง. หรือติดตามอัปเดตคดีทนายตั้มกับเรา คุณคิดว่าคดีนี้จะจบอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเป็นประโยชน์!
ที่มา – ศาลแพ่ง ยกคำร้องอัยการ ขอให้ทรัพย์ ทนายตั้ม ตกเป็นของแผ่นดิน เหตุไม่อาจฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ฉ้อโกง