ลอบเปิดเนอร์สซิ่งโฮม พบผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยจิตเวช
ลอบเปิดเนอร์สซิ่งโฮม พบผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยจิตเวช กลายเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานต้องเร่งตรวจสอบ หลังพบสถานที่ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดนนทบุรีดำเนินกิจการไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ยื่นขออนุญาต โดยภายในสถานที่มีทั้งผู้สูงวัย ผู้ป่วยติดเตียง และวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตอยู่รวมกัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านเสริมสุข เนอร์สซิ่งโฮม ซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยเรวดี จังหวัดนนทบุรี เบื้องต้นพบว่าเอกสารที่ยื่นขออนุญาตระบุเป็นศูนย์พักพิงหรือสถานที่ดูแลผู้สูงวัย แต่การดำเนินงานจริงมีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่พบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่เฉพาะทางที่เหมาะสมกับการดูแลผู้รับบริการกลุ่มดังกล่าว
ลอบเปิดเนอร์สซิ่งโฮม พบผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยจิตเวช
เจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจสอบบ้านเสริมสุขแห่งแรกนานกว่า 1 ชั่วโมง 30 นาที ก่อนเดินทางไปยังอาคารอีกแห่งซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 150 เมตร สถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น มีรั้วล้อมรอบอย่างมิดชิด และบางจุดมีการติดตั้งลวดหนามเสริมให้สูงขึ้นอีกหนึ่งชั้น ลักษณะของพื้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบทั้งด้านใบอนุญาต การจัดสภาพแวดล้อม และความปลอดภัยของผู้ที่พักอาศัยอย่างละเอียด
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้ได้รับการดูแลภายในอาคารจำนวน 14 คน แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 2 คน ได้แก่ ผู้สูงวัยอายุ 70 ปี 1 คน และผู้ป่วยติดเตียงอายุ 73 ปีอีก 1 คน ส่วนอีก 12 คนเป็นวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต ข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่าลักษณะการให้บริการของสถานที่แห่งนี้แตกต่างจากประเภทกิจการที่แจ้งขออนุญาตไว้อย่างชัดเจน
ตรวจพบผู้พักอาศัยหลายกลุ่มในสถานที่เดียว
การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรและระบบการดูแลที่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุอาจต้องได้รับความช่วยเหลือเรื่องการเคลื่อนไหว อาหาร ยา และการป้องกันแผลกดทับ ขณะที่ผู้ป่วยจิตเวชจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีแผนติดตามอาการและวิธีรับมือเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน การนำคนหลายกลุ่มมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีมาตรการที่เหมาะสมจึงอาจสร้างความเสี่ยงต่อทั้งผู้พักอาศัยและผู้ดูแล
สำหรับบ้านเสริมสุขแห่งแรก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ามีอาคารทั้งหมด 2 อาคาร แต่ใบอนุญาตระบุให้ดูแลผู้สูงอายุเพียง 1 อาคาร และรองรับได้ 9 เตียง อย่างไรก็ตาม พบผู้สูงอายุเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาตอีก 3 เตียง ทำให้มีการดูแลผู้สูงอายุรวม 11 เตียง นอกจากนี้ยังพบการเปิดอาคารอีกหลังเพื่อดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยไม่ได้รับอนุญาต มีผู้ป่วยอยู่ในอาคารดังกล่าวประมาณ 58 เตียง
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเตียงที่เกินกว่าการอนุญาตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพร้อมของสถานที่ ระบบรักษาความปลอดภัย สุขอนามัย การจัดยา และคุณสมบัติของผู้ดูแลด้วย สถานดูแลทุกแห่งควรมีเอกสารที่ตรงกับการดำเนินงานจริง เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถกำกับมาตรฐานและช่วยเหลือผู้รับบริการได้อย่างถูกต้อง
เจ้าหน้าที่เร่งประเมินและจัดการผู้ป่วย
หลังพบการดำเนินงานที่อาจเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เจ้าหน้าที่ได้ประสานญาติของผู้พักอาศัย รวมถึงกรมสุขภาพจิต สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และโรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อร่วมกันประเมินสุขภาพและความเหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยแต่ละราย การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการส่งต่อไปยังสถานที่ที่เหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น
ขั้นตอนหลังจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประวัติการรักษา ยาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ ผู้ติดต่อฉุกเฉิน และความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้สูงอายุแต่ละราย การย้ายผู้ป่วยโดยไม่มีข้อมูลครบถ้วนสามารถทำให้การรักษาสะดุดหรือเกิดความเข้าใจผิดได้ ดังนั้นการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว โรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
- ตรวจสอบใบอนุญาต: ครอบครัวควรขอดูใบอนุญาตและตรวจสอบว่าครอบคลุมบริการที่สถานประกอบการให้จริงหรือไม่
- สอบถามบุคลากร: ควรดูว่ามีพยาบาล ผู้ดูแล หรือผู้เชี่ยวชาญเพียงพอกับจำนวนและประเภทของผู้พักอาศัยหรือไม่
- สำรวจสถานที่: ควรสังเกตรั้ว ประตู ระบบป้องกันเหตุฉุกเฉิน ความสะอาด ห้องน้ำ และพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเตียง
- ติดตามการรักษา: ผู้ดูแลควรมีระบบบันทึกยา อาการผิดปกติ การพบแพทย์ และการแจ้งข้อมูลให้ญาติทราบอย่างสม่ำเสมอ
- ร้องเรียนเมื่อพบความเสี่ยง: หากสงสัยว่าสถานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการดูแลไม่เหมาะสม ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจสอบ
กรณี ลอบเปิดเนอร์สซิ่งโฮม พบผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยจิตเวช สะท้อนว่าการเลือกสถานดูแลให้คนในครอบครัวไม่ควรพิจารณาเพียงราคา ทำเล หรือภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบใบอนุญาต ประเภทบริการ จำนวนเตียง และความพร้อมของบุคลากรให้รอบด้าน เพราะผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษล้วนเป็นกลุ่มเปราะบางซึ่งไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้เต็มที่
ในมุมของครอบครัว การเข้าเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอและพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น หากพบร่องรอยบาดเจ็บ สุขภาพทรุดลงผิดปกติ ขาดยา ถูกแยกออกจากพื้นที่ หรือมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย ควรเก็บข้อมูลและติดต่อหน่วยงานรัฐทันที การตรวจสอบเชิงรุกจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายตัว และทำให้ผู้รับบริการได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ
เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินกิจการอย่างโปร่งใส ขอใบอนุญาตให้ถูกประเภท และจัดบุคลากรให้เหมาะกับผู้รับบริการ ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบสถานดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่รอให้มีการร้องเรียนก่อนจึงเข้าดำเนินการ หากทุกฝ่ายร่วมกันยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ป่วยจิตเวชก็จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมมากขึ้น
สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหาสถานดูแล ควรไปดูสถานที่จริง พูดคุยกับผู้บริหาร ขอเอกสารให้ครบ และเปรียบเทียบข้อมูลหลายแห่งก่อนตัดสินใจ การตรวจสอบเพียงเล็กน้อยในวันนี้อาจช่วยป้องกันความเสี่ยงครั้งใหญ่ และทำให้คนที่เรารักได้รับการดูแลในสถานที่ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ที่มา – เจออีกแห่ง ลอบเปิดเนอร์สซิ่งโฮม พบผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยจิตเวช รั้วเสริมลวดหนามสูง