รอง ผบก.ป. ชี้ “หมอบี” อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง! รอง ผบก.ป. ชี้ “หมอบี” อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน แถมมีสิทธิ์เจอข้อหาฟอกเงินด้วย! หลังตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง 6 ปี พบพิรุธบางอย่างที่อาจเข้าข่ายความผิดสำเร็จไปแล้ว งานนี้ทำเอาบรรดานอมินีของวัดและหลวงพ่อทั้งหลายต้องรีบออกมาให้ข้อมูลกันจ้าละหวั่น
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับ “หมอบี” ที่พัวพันกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยเน้นย้ำว่าจะมีการขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า คดีนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ทางวัดมาแจ้งความ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสืบสวนได้ทันที เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจมอบให้วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ หรือสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของวัด แต่กลับพบว่าเงินเหล่านั้นอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์
จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าลักษณะความผิดอาจเข้าข่ายอาญาแผ่นดิน ซึ่งกองปราบสามารถตรวจสอบได้ทันทีหากพบการกระทำผิดกฎหมาย และมีอำนาจดำเนินคดีได้เลย โดยเบื้องต้นมองว่าอาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
กองปราบได้เริ่มเรียกสอบปากคำประชาชนที่บริจาคเงินผ่านบัญชีของ “หมอบี” หรือบริจาคให้กับทางวัดแล้ว โดยจะทำการสืบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “หมอบี” และวัดพระบาทน้ำพุเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบเรื่องที่ดินที่มีบุคคลถือครองแทนวัดอีกด้วย
ประเด็นที่วัดเปิดรับบริจาคโครงการหนึ่ง แต่ออกใบอนุโมทนาบัตรอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งไม่ตรงกัน ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายทุจริตหรือไม่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องมาชี้แจงเหตุผลว่าทำไมจึงออกใบอนุโมทนาบัตรไม่ตรงกับโครงการ หากพบว่ามีการทุจริตก็จะมีความผิด ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ที่เป็นของวัด แต่มีชื่อบุคคลอื่นถือครองแทน ก็จะต้องตรวจสอบเช่นกัน และอยากให้ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่
ในส่วนของ “หมอบี” นั้น ตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินตั้งแต่ปี 2562 รวมถึงที่มาของทรัพย์สิน และตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินใดที่ให้ผู้อื่นถือครองแทนหรือไม่ ซึ่งตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พบมูลเหตุและมูลคดีค่อนข้างมาก จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบให้ชัดเจน
“หมอบี” ได้นัดหมายกับเจ้าหน้าที่เพื่อนำหลักฐานและข้อมูลมาให้เพิ่มเติม แต่หากพบว่ามีการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ก็อาจเข้าข่ายคดีฟอกเงิน หรือหากตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็อาจมีความผิดในทางละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบการฟอกเงินได้ ซึ่งข้อมูลที่ “หมอบี” นำมาให้ กองปราบจะรับฟังไว้ก่อน แต่จะเชื่อหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ทราบ
ข้ออ้างที่ “หมอบี” อ้างว่าทรัพย์สินบางอย่างที่ซื้อให้กับวัด แต่เป็นชื่อของตัวเองนั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าซื้อให้วัด ทรัพย์สินดังกล่าวก็ต้องเป็นชื่อวัด การกระทำดังกล่าวส่อถึงเจตนาที่ไม่สุจริต ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อในภายหลัง แต่ความผิดอาจสำเร็จไปแล้ว
คำเตือนถึงผู้ถือครองทรัพย์สินแทนวัด
อยากฝากถึงพี่น้องประชาชนที่กำลังถือครองทรัพย์สินแทนหลวงพ่อ หรือวัดพระบาทน้ำพุ ให้ออกมาให้ข้อมูลกับกองปราบ หากท่านเพิกเฉยหรือไม่ให้ความร่วมมือ ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเงินบริจาคของประชาชน ดังนั้น เงินที่เขาบริจาคมาก็ต้องนำไปใช้อย่างถูกต้อง เงินบุญถือว่าแรง หากใครยังกอดเงินบุญไว้อยู่ ก็อาจจะเดือดร้อนได้
รอง ผบก.ป. ชี้ “หมอบี” อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
การตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง 6 ปีของ “หมอบี” เป็นไปอย่างเข้มข้น และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ไม่ว่าจะในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หรือข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
ความคืบหน้าคดี “หมอบี” กับข้อหาฉ้อโกงประชาชน
คดีของ “หมอบี” ถือเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเงินบริจาคของประชาชน การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการทำลายศรัทธาของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “หมอบี” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การให้ข้อมูลและความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม
ถึงแม้ว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการหาหลักฐานจะมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มุ่งมั่นที่จะทำความจริงให้ปรากฏ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต คดีนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ แม้จะอ้างว่าทำเพื่อการกุศลก็ตาม
การที่รอง ผบก.ป. ออกมาชี้ว่า “หมอบี” อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ที่มา – รอง ผบก.ป.ชี้ หมอบี อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน ตรวจเส้นเงิน 6 ปี เผยมีบางอย่างความผิดสำเร็จไปแล้ว