พิรงรอง-ศุภัช จี้จัดประชุม กสทช. 1-2 ต.ค.

พิรงรอง-ศุภัช จี้จัดประชุม กสทช. 1-2 ต.ค. หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยกรรมการ กสทช. ทั้งสองรายเห็นว่า สำนักงาน กสทช. ควรดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการที่เหลืออยู่ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อเร่งพิจารณาวาระสำคัญที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมาก

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ทำบันทึกด่วนถึงนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้จัดประชุมในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 โดยให้สำนักงานชี้แจงความพร้อมและดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พิรงรอง-ศุภัช จี้จัดประชุม กสทช. 1-2 ต.ค.

ในบันทึกฉบับแรก กรรมการทั้งสองระบุว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 และคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 โดยมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลเห็นว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการสรรหา แม้บุคคลดังกล่าวจะได้รับการแต่งตั้งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ตาม

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ซึ่งระบุว่านายสรณขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงยังมีผลตามกฎหมาย กรรมการทั้งสองจึงเห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ที่มีอำนาจนัดประชุมในลักษณะดังกล่าว

เหตุผลที่พิรงรอง-ศุภัช จี้จัดประชุม กสทช.

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ขณะนี้มีระเบียบวาระที่ค้างพิจารณาถึง 226 วาระ และหลายเรื่องเป็นประเด็นเร่งด่วนที่อาจส่งผลต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หากปล่อยให้การประชุมล่าช้า อาจกระทบต่อการทำงานของหน่วยงาน รวมถึงผู้ประกอบการและประชาชนที่รอความชัดเจนจาก กสทช.

กรรมการทั้งสองอ้างถึงมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งกำหนดว่า เมื่อมีกรรมการเหลืออยู่ กรรมการเท่าที่เหลือสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ ต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน กรณีดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่ทำให้สามารถจัดประชุมได้ แม้ตำแหน่งประธานจะยังไม่มีความชัดเจน

สำหรับการประชุมที่สำนักงาน กสทช. เคยออกหนังสือเชิญไว้ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 มีการระบุให้นายสรณเป็นประธานในที่ประชุม อย่างไรก็ตาม พิรงรองและศุภัชเห็นว่า การนัดหมายดังกล่าวอาจมีปัญหาเรื่องอำนาจ เนื่องจากคำพิพากษาศาลปกครองกลางส่งผลให้สถานะและอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของนายสรณต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ข้อกังวลเรื่องอำนาจนัดประชุม

กรรมการทั้งสองแสดงความเห็นว่า การประชุมที่นัดโดยผู้ซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลัง ทั้งในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและการอนุมัติวาระต่าง ๆ ดังนั้น สำนักงาน กสทช. ควรออกหนังสือเชิญประชุมใหม่ให้สอดคล้องกับองค์ประกอบของกรรมการที่เหลืออยู่ และกำหนดกระบวนการให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มประชุม

นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ยังมีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้นายสรณยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง หากยังฝ่าฝืน อาจมีการกำหนดมาตรการบังคับทางปกครอง โดยคิดค่าปรับบังคับการวันละ 50,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ประเด็นนี้จึงยิ่งทำให้สำนักงานต้องพิจารณาการจัดประชุมอย่างระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลปกครองกลางยังระบุด้วยว่า การกระทำที่นายสรณได้ดำเนินการในฐานะกรรมการ กสทช. ก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ยังคงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การดำเนินการหลังจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาอาจต้องแยกพิจารณาเป็นอีกส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันความสับสนและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

สิ่งที่ต้องจับตาหลังการเสนอจัดประชุม

  • สำนักงาน กสทช. จะตอบรับการจัดประชุมตามมาตรา 20 วรรคสามหรือไม่
  • การออกหนังสือเชิญประชุมจะระบุองค์ประกอบของกรรมการที่เหลืออยู่อย่างไร
  • ระเบียบวาระที่ค้างอยู่ 226 เรื่องจะถูกจัดลำดับเพื่อพิจารณาอย่างไร
  • การดำเนินการของผู้เกี่ยวข้องหลังคำพิพากษาจะมีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือไม่

ภาพรวมของเรื่องนี้สะท้อนว่า กสทช. จำเป็นต้องเร่งหาทางออกที่ทั้งเดินหน้าภารกิจได้และไม่สร้างปัญหาทางกฎหมายเพิ่มเติม การจัดประชุมโดยอาศัยกรรมการที่เหลืออยู่ตามกฎหมายอาจเป็นแนวทางหนึ่ง แต่ทุกขั้นตอนควรมีเอกสารรองรับอย่างชัดเจน เพื่อให้มติที่เกิดขึ้นสามารถตรวจสอบได้ในอนาคต

สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ สิ่งที่ควรติดตามคือความคืบหน้าของการประชุม รวมถึงวาระสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นความถี่ การกำกับดูแลสื่อ และกิจการโทรคมนาคม หากหน่วยงานสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและยึดกฎหมายเป็นหลัก ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การทำงานของ กสทช. เดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ โดยทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับประโยชน์สาธารณะมากกว่าความขัดแย้งระหว่างบุคคล เพื่อให้ กสทช. สามารถกลับมาทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมสื่อสารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – พิรงรอง-ศุภัช จี้ ‘ไตรรัตน์’ จัดประชุม 1-2 ต.ค. ยัน ‘หมอสรณ’ ไม่มีอำนาจนัดถกบอร์ด กสทช.แล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *