ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งจัดทัพผู้การกรม 392 นาย
ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งจัดทัพผู้การกรม 392 นาย เพื่อปรับระดับและโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ รองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการดูแลพื้นที่ชายแดนไทย โดยมีการจัดกำลังสำคัญในหลายกองทัพภาค โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาและพื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
รายงานระบุว่า พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ลงนามในคำสั่งกองทัพบกที่ 299/2569 เรื่องการปรับระดับและแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร รวมทั้งหมด 392 นาย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 คำสั่งดังกล่าวถือเป็นการจัดวางกำลังผู้บังคับหน่วยในระดับกรม เพื่อให้แต่ละหน่วยมีผู้บังคับบัญชาที่เหมาะสมกับภารกิจและสถานการณ์ด้านความมั่นคงในช่วงต่อไป
ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งจัดทัพผู้การกรม 392 นาย
การปรับกำลังครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 3 กองทัพภาคที่ 4 และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งมีทั้งผู้บังคับการกรม รองผู้บัญชาการกองพล เสนาธิการ และตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยการด้านความมั่นคง การโยกย้ายจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของหน่วยทหารให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งจัดทัพผู้การกรม 392 นาย กับภารกิจชายแดน
ในกองทัพภาคที่ 1 มีการปรับตำแหน่งนายทหารหลายรายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.อ.ทศพล ทิมสถิตย์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ได้ขยับขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และเตรียมขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 ในลำดับต่อไป ขณะที่ พ.อ.สมชัย กมล รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ได้รับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์
อีกตำแหน่งที่ได้รับความสนใจคือ พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ซึ่งปฏิบัติภารกิจดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในจังหวัดสระแก้ว ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ส่วน พ.อ.ณัฐพล จวนเจริญ เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ได้รับตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ เพื่อรับผิดชอบภารกิจในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับกำลังในหน่วยสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 เช่น กรมทหารราบที่ 112 กรมทหารราบที่ 9 กรมสนับสนุนกองพลทหารราบที่ 9 กรมทหารราบที่ 29 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 9 การแต่งตั้งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางบุคลากรให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบังคับบัญชาและภารกิจที่แต่ละหน่วยต้องรับผิดชอบ
ตำแหน่งสำคัญในแต่ละกองทัพภาค
สำหรับกองทัพภาคที่ 2 มีการแต่งตั้ง พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช จากรองผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 13 เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 ขณะที่นายทหารจากหน่วยทหารม้า หน่วยปืนใหญ่ และหน่วยบัญชาการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการโยกย้ายไปทำหน้าที่ด้านการอำนวยการและการบังคับบัญชาในมณฑลทหารบกต่าง ๆ
ในกองทัพภาคที่ 3 มีการแต่งตั้ง พ.อ.วีรวัฒน์ ท้าวพิมพ์ เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 และ พ.อ.สุทธิพงศ์ งาเวียน เป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 7 นอกจากนี้ยังมีการปรับตำแหน่งในหน่วยทหารม้าและฝ่ายเสนาธิการ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งภารกิจด้านความมั่นคง การดูแลชายแดน และการช่วยเหลือประชาชน
ส่วนกองทัพภาคที่ 4 มีการปรับตำแหน่งสำคัญในกรมทหารราบที่ 14 กรมทหารราบที่ 25 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 และกรมทหารราบที่ 5 โดย พ.อ.เอกวริทธิ์ ชูชอบ รองผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 และโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 บุคลากรกลุ่มนี้มีบทบาททั้งด้านการบัญชาการและการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง
- กองทัพภาคที่ 1 เน้นการจัดกำลังในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาและหน่วยรบหลัก
- กองทัพภาคที่ 2 ปรับตำแหน่งผู้บังคับหน่วยและฝ่ายอำนวยการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- กองทัพภาคที่ 3 จัดวางกำลังในหน่วยทหารราบ ทหารม้า และฝ่ายเสนาธิการ
- กองทัพภาคที่ 4 ปรับผู้บังคับหน่วยที่รับผิดชอบภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้
- หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษมีการแต่งตั้งผู้บังคับการและเสนาธิการในหน่วยสำคัญ
ในส่วนของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พ.อ.นิมิตร วีระพงศ์ ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ได้รับตำแหน่งเสนาธิการกองพลรบพิเศษที่ 1 ขณะที่ พ.อ.ธนภัทร พันธุ์แก้ว ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการและการข่าว หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้รับตำแหน่งผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 3 ส่วน พ.อ.ไชยเศรษฐ ลิ้มอารีธรรม ผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 72 ได้รับตำแหน่งเสนาธิการกองพลทหารปืนใหญ่
ภาพรวมของคำสั่งครั้งนี้จึงเป็นการหมุนเวียนกำลังพลตามวงรอบการแต่งตั้ง พร้อมนำประสบการณ์ของนายทหารแต่ละรายไปใช้ให้เหมาะกับภารกิจ ทั้งการดูแลแนวชายแดน การรักษาความสงบเรียบร้อย การประสานงานกับหน่วยงานพลเรือน และการสื่อสารกับประชาชน การมีผู้บังคับหน่วยที่เข้าใจพื้นที่จะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและการปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรติดตามหลังจากนี้คือแนวทางการทำงานของผู้บังคับหน่วยชุดใหม่ รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและการสื่อสารข้อมูลในพื้นที่ชายแดน การแต่งตั้งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลัง แต่การคลี่คลายสถานการณ์อย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับภารกิจหรือการจัดกำลังเพิ่มเติม ควรติดตามจากหน่วยงานทางการและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเป็นหลัก
มุมมอง: การปรับโครงสร้างผู้บังคับหน่วยครั้งใหญ่สะท้อนว่ากองทัพให้ความสำคัญกับความพร้อมของกำลังรบและการบริหารพื้นที่อย่างเป็นระบบ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และร่วมกันสนับสนุนการสื่อสารที่ช่วยลดความเข้าใจผิดในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนยังต้องเฝ้าระวัง
ที่มา – ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งจัดทัพผู้การกรม 392 นาย คุมกำลังรบรับมือชายแดนกัมพูชา-เมียนมา