ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง
ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด หลังเกิดเหตุทหารกัมพูชายิงกระสุนปืนใหญ่ ค. 40 มม. พุ่งตรงมาทางฝั่งไทย ล่าสุด พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงหรือ “ยาแรง” ในการรับมือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณชายแดน โดยกระสุนยิงห่างจากแนวเขตแดนประมาณ 100 เมตร ใกล้จุดลาดตระเวนของทหารไทย
ผบ.ทบ. กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญปลัดกระทรวงกลาโหมหารือเรื่องนี้บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยยืนยันว่า แม่ทัพภาคที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินการตามปกติแล้ว และไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงในการตอบโต้ แสดงถึงความระมัดระวังและความเป็นมืออาชีพของกองทัพไทยในการจัดการสถานการณ์ชายแดน
ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง
จากถ้อยแถลงของ ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง ทำให้เกิดคำถามถึงกลยุทธ์ของไทยในการรับมือกับพฤติกรรมของทหารกัมพูชาที่ถูกมองว่าขาดวินัย สาเหตุนี้อาจมาจากการฝึกซ้อมที่ไม่รัดกุม หรือตั้งใจยั่วยุเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของไทยก็ได้ ในอดีต ชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันหลายครั้ง โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารที่นำไปสู่การประทะรอบสองในปี 2554 ส่งผลให้มีทหารเสียชีวิตจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กองทัพไทยเลือกใช้นโยบายใจเย็น โดยมุ่งเน้นการประสานงานผ่านช่องทางทูตและระดับทหารในพื้นที่ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งที่อาจกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย
เสธ.ทบ.ย้ำมาตรการรับมือทหารไทยพร้อมทุกสถานการณ์
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เสริมว่า กองทัพกำลังตรวจสอบรายละเอียดอย่างละเอียด เบื้องต้นยืนยันว่ากระสุนมาจากฝั่งกัมพูชา และเกิดจากการขาดวินัยของทหารกัมพูชา ในพื้นที่ได้ประท้วงไปแล้ว แต่กองทัพบกกำลังพิจารณาการดำเนินการระดับสูงกว่า
เสธ.ทบ. ระบุว่า หากเกิดซ้ำบ่อยครั้งจะมีปัญหา ดังนั้นไทยมี มาตรการรับมือ หลายขั้นตอน ดังนี้:
- การประสานงานทหารชายแดนทวิภาคี
- การประท้วงทางการทูตผ่านกระทรวงการต่างประเทศ
- การนำเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (UN HRC) ที่เจนีวา
- มาตรการทางทหารเป็นขั้นตอนสุดท้าย หากจำเป็น
ปัจจุบัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังเข้าร่วมประชุม UN HRC และจะประสานเพื่อหยิบยกประเด็นนี้ เสธ.ทบ. ย้ำว่า จะไม่ยอมให้เกิดเหตุซ้ำรอยการประทะรอบที่ 3 แน่นอน
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน ยังคงอ่อนไหวจากปัญหาเขตแดนที่ค้างคา โดยเฉพาะพื้นที่แคบๆ รอบปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง กองทัพไทยได้เสริมกำลังพล เทคโนโลยีเฝ้าระวัง เช่น โดรนและกล้อง CCTV เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการฝึกซ้อมร่วมกับกัมพูชาในบางครั้งเพื่อสร้างความไว้วางใจ
การตอบสนองแบบไม่ใช้ยาแรงของผบ.ทบ. แสดงให้เห็นถึงหลักการ “กำลังทางทหารที่เพียงพอ แต่ใช้อย่างเหมาะสม” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพและการทูต นักวิเคราะห์เห็นว่าวิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงการขยายวง แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากกัมพูชายังคงยิงซ้ำ
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบความอดทนของไทย การเลือกใช้การทูตก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด ช่วยรักษาความสัมพันธ์เพื่อการค้าชายแดนและความมั่นคงภูมิภาคอาเซียน คุณคิดอย่างไรกับ ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารชายแดนแบบอัปเดต!
ที่มา – ผบ.ทบ.ชี้กัมพูชายิงปืน ค. ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง เสธทบ.ย้ำทหารไทยมีมาตรการรับมือ