ผบ.ตร.บุกค้นหมู่บ้านหรู ทลายนอมินีต่างชาติ 6 พันล้าน

ผบ.ตร.บุกค้นหมู่บ้านหรู ทลายนอมินีต่างชาติ 6 พันล้าน กลายเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าตรวจสอบเครือข่ายชาวต่างชาติ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บริษัทที่มีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน เพื่อเข้าครอบครองบ้านและที่ดินในประเทศไทย โดยคดีนี้เชื่อมโยงกับทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท และอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มพนันออนไลน์หรือแก๊งสแกมเมอร์จีนเทา

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในระยะที่ 8 ของการสืบสวน โดยตำรวจเข้าตรวจค้นรวม 17 จุด ใน 4 โครงการหมู่บ้านหรู ได้แก่ พื้นที่บางนา-สวนหลวง บางนา-วงแหวน พระราม 9-ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา เจ้าหน้าที่พบบ้านพร้อมที่ดินจำนวน 94 หลัง รวมพื้นที่กว่า 33 ไร่ และพบว่าทรัพย์สินเหล่านี้เชื่อมโยงกับบริษัทจำนวน 95 แห่ง

ผบ.ตร.บุกค้นหมู่บ้านหรู ทลายนอมินีต่างชาติ 6 พันล้าน

จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายจำนวนมาก โดยมีการออกหมายจับบุคคลต่างชาติ 86 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้เบื้องต้น 11 คน แบ่งเป็นชาวจีน 10 คน และชาวอเมริกัน 1 คน นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังต้องดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบุคคลต่าง ๆ อีกประมาณ 95 คดี

ตำรวจได้ประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้าร่วมตรวจสอบ เนื่องจากพบทรัพย์สินจำนวนมากและมีเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้บริษัทบังหน้า การตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การจัดตั้งบริษัท การโอนเงิน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นกับผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง

รายละเอียดเครือข่ายนอมินีและการถือครองบ้านหรู

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือการใช้โครงสร้างบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นไทยเป็นผู้ถือหุ้นตามเอกสาร เพื่อให้สามารถซื้อหรือถือครองบ้านพร้อมที่ดินได้ แม้ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจะเป็นชาวต่างชาติ โดยรูปแบบที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบมีการแบ่งสัดส่วนหุ้นคนไทย 51 เปอร์เซ็นต์ และชาวต่างชาติ 49 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการถือหุ้นดังกล่าวเป็นการทำธุรกิจจริงหรือเป็นเพียงการอำพรางสิทธิ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า บริษัทหรือสำนักงานกฎหมายบางแห่งอาจทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดตั้งนิติบุคคล รวมถึงจัดเตรียมเอกสารและแนะนำช่องทางการซื้อบ้านให้กับชาวต่างชาติ ขณะเดียวกัน ยังพบสำนักงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ รามอินทรา สะพานสูง และบางพลี จึงต้องตรวจสอบบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

  • ตรวจค้น 4 โครงการหมู่บ้านหรูในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง
  • พบบ้านพร้อมที่ดิน 94 หลัง บนพื้นที่กว่า 33 ไร่
  • พบความเชื่อมโยงกับบริษัทประมาณ 95 แห่ง
  • ทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างตรวจสอบมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท
  • มีการออกหมายจับบุคคลต่างชาติหลายราย และจับกุมได้แล้วบางส่วน

หนึ่งในผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจคือชายชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งมีประวัติเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2560 และมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีร้ายแรงในต่างประเทศ รวมถึงการเกี่ยวข้องกับธุรกิจพนันออนไลน์ในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง การใช้หนังสือเดินทางหลายประเทศ และที่มาของเงินทุนที่นำมาซื้อบ้านและที่ดินในไทย

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบผู้ต้องหาบางรายที่ถือหนังสือเดินทางมากกว่าหนึ่งประเทศ และมีหมายจับหรือข้อมูลคดีจากต่างประเทศในข้อหาฉ้อโกงออนไลน์ การชักชวนบุคคลข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย และการก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและต้องรอผลการดำเนินคดีตามกฎหมาย

คนไทยบางรายอาจถูกนำเอกสารไปใช้โดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นที่น่าติดตามคือการพบชื่อคนไทยจำนวนมากในฐานะผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท โดยบางคนให้ข้อมูลว่าเคยส่งสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านเพื่อสมัครสินเชื่อออนไลน์ แต่ไม่ทราบว่าเอกสารอาจถูกนำไปใช้จัดตั้งบริษัทหรือทำธุรกรรมอื่น เจ้าหน้าที่จึงต้องแยกแยะระหว่างผู้ที่ร่วมกระทำผิดโดยเจตนา กับผู้ที่อาจถูกหลอกหรือนำเอกสารไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ตำรวจระบุว่าจะใช้หลักฐานทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint ประกอบการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการติดต่อสื่อสาร รายการโอนเงิน ข้อมูลการเข้าสู่ระบบ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมโยงของบัญชีต่าง ๆ หลักฐานเหล่านี้จะช่วยยืนยันบทบาทของสำนักงานกฎหมาย สำนักงานบัญชี ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ และผู้ถือหุ้นแต่ละรายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บ้านบางหลังในโครงการที่ถูกตรวจสอบถูกปล่อยเช่าในราคาสูง ตั้งแต่ประมาณ 40,000 บาท 50,000 บาท ไปจนถึง 350,000 บาทต่อเดือน ขณะที่บางหลังถูกทิ้งร้าง ไม่มีผู้มาเก็บค่าเช่านานกว่า 3 เดือน หลังจากผู้ต้องหาบางรายหลบหนีออกนอกประเทศ ภาพดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าบ้านบางส่วนอาจไม่ได้ถูกซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง แต่อาจใช้เป็นสถานที่พัก ทรัพย์สินสำรอง หรือช่องทางพักเงิน

สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ สัญญาซื้อขาย บัญชีธนาคาร และโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งหมด พร้อมประสานหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยายผล หากพบว่ามีการใช้บริษัทนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจริง ผู้เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินคดีทั้งในฐานะตัวการร่วม ผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ช่วยเหลือให้เกิดการถือครองทรัพย์สินโดยไม่ชอบ

ผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย

คดี ผบ.ตร.บุกค้นหมู่บ้านหรู ทลายนอมินีต่างชาติ 6 พันล้าน สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน ผู้ประกอบการและผู้ซื้อบ้านควรตรวจสอบเอกสารและแหล่งเงินอย่างละเอียด ไม่ควรรับจ้างถือหุ้นหรือให้ผู้อื่นใช้เอกสารส่วนตัวโดยไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย

ในมุมของประชาชน หากพบการขอสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หรือเอกสารสำคัญเพื่อกู้เงินและมีความผิดปกติ ควรรีบตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความทันทีเมื่อสงสัยว่าเอกสารถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกนำชื่อไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญาหรือหนี้สินที่ไม่เคยก่อ

คดีนี้ยังต้องติดตามผลการสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมต่อไป เพราะข้อกล่าวหาทั้งหมดต้องได้รับการพิสูจน์ตามพยานหลักฐานและคำตัดสินของศาล สังคมควรสนับสนุนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ที่อาจถูกใช้เอกสารโดยไม่รู้ตัว หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง การปราบปรามเครือข่ายนอมินีจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งพักทรัพย์สินของอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – ผบ.ตร. บุกค้น 4 หมู่บ้านหรู ทลายนอมินีต่างชาติ 6 พันล้าน โยงแก๊งสแกมเมอร์จีนเทา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *