บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น
บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น ความคืบหน้าคดีทุจริตและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังเจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และชี้แจงเหตุผลที่ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาบางรายเมื่อครบกำหนดตามกฎหมาย
บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น
รายงานความคืบหน้าระบุว่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บช.ก. ยังคงเร่งติดตามพยานหลักฐานในคดีเครือข่ายเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบท้องถิ่น โดยการสอบสวนมุ่งตรวจสอบทั้งผู้เรียกรับเงิน ผู้ประสานงาน นายหน้า และผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขหรือจัดการข้อมูลการสอบ
คดีนี้มีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกชักชวนให้จ่ายเงินจำนวน 350,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นได้ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมข้อมูลการติดต่อ เส้นทางการเงิน และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ก่อนขยายผลไปยังบุคคลในเครือข่ายที่มีบทบาทแตกต่างกัน
บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น และขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง
ล่าสุด ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. นำหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเข้าจับกุมปลัดอร อายุ 63 ปี ในจังหวัดนครนายก โดยจับกุมได้ภายในห้องทำงานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายสายเรียกรับเงินอีกสายหนึ่ง ซึ่งแยกการทำงานออกจากกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้
จากการสืบสวนพบว่า เงินจำนวน 350,000 บาทที่เรียกจากผู้เสียหายถูกส่งต่อไปยังนางภาณี ลักษณะการโอนเงินและการประสานงานดังกล่าวจึงเป็นประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่าแต่ละบุคคลมีส่วนร่วมในขั้นตอนใด และมีการแบ่งผลประโยชน์หรือสั่งการกันอย่างไร
- ผู้เสียหายถูกเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการช่วยให้สอบและได้รับการบรรจุ
- ตำรวจตรวจสอบเส้นทางเงินและการส่งต่อเงินระหว่างบุคคล
- เจ้าหน้าที่ขยายผลไปยังผู้ประสานงาน นายหน้า และผู้มีบทบาทในเครือข่าย
- ผู้ต้องหารายใหม่จะถูกสอบสวนและจัดทำสำนวนภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
เหตุผลที่ปล่อยตัว ดร.วิน จ่าพิชิต และผู้ต้องหาอีกหนึ่งราย
ในส่วนของนายวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือจ่าพิชิต และนางสาวศตพร ธนพชรโภคิน มีรายงานว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ปล่อยตัวบุคคลทั้งสาม หลังถูกฝากขังครบกำหนด 7 ผัด รวมระยะเวลา 84 วัน การปล่อยตัวครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดลง แต่เป็นผลจากข้อจำกัดด้านระยะเวลาการควบคุมตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างสรุปสำนวนเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณา ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อได้เมื่อครบกรอบเวลาตามกฎหมาย ตำรวจยืนยันว่า การปล่อยตัวเป็นเรื่องของอำนาจควบคุมตัวที่สิ้นสุดลง ไม่ใช่การยุติการตรวจสอบข้อกล่าวหา
ด้านรายงานจาก บช.ก. ระบุว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจได้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลา 30 วันแล้ว จากนั้นได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปยัง ป.ป.ช. เรียบร้อย เช่นเดียวกับสำนวนของผู้ต้องหารายอื่นในคดีเดียวกัน ขั้นตอนต่อไปจึงอยู่ที่การพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรม
การแบ่งหน้าที่ภายในเครือข่ายถูกตรวจสอบอย่างละเอียด
ข้อมูลจากการสอบสวนขยายผลระบุว่า เครือข่ายทุจริตสอบท้องถิ่นอาจมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ กลุ่มของ ดร.วิน และจ่าพิชิตถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่รับแฟลชไดรฟ์รายชื่อ รวมถึงปรับแก้ไขคะแนนหรือคำตอบ ขณะที่อีกกลุ่มทำหน้าที่ติดต่อผู้เข้าสอบโดยตรงและเรียกรับเงิน โดยมีผู้บริหารท้องถิ่นและนายหน้าบางรายถูกตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
การแบ่งบทบาทเช่นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแยกพิจารณาพฤติการณ์ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งการ ผู้รับเงิน ผู้ประสานงาน ผู้จัดหาข้อมูล หรือผู้ดำเนินการด้านเอกสารและผลคะแนน หลักฐานสำคัญจึงอาจครอบคลุมข้อมูลการสื่อสาร บัญชีธนาคาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคำให้การจากผู้เสียหายหรือพยานแวดล้อม
สำหรับผู้ต้องหารายใหม่ พนักงานสอบสวนจะเร่งสรุปสำนวนภายในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนนำส่งไปรวมดำเนินการกับ ป.ป.ช. เพื่อให้การตรวจสอบเครือข่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถพิจารณาความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ครบถ้วนมากขึ้น
สิ่งที่ผู้สมัครสอบควรระวังจากคดีนี้
คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจผู้สมัครสอบทุกคนว่า การเรียกรับเงินเพื่อแลกกับตำแหน่งหรือการรับรองผลสอบเป็นพฤติการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง และไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับการบรรจุจริง ผู้สมัครควรติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการโดยตรง ไม่มอบเอกสารหรือข้อมูลส่วนตัวให้บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และเก็บหลักฐานการสนทนาหรือการโอนเงินไว้ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ประชาชนควรเข้าใจว่าการปล่อยตัวหลังครบกำหนดฝากขังเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่ใช่การรับรองว่าผู้ต้องหาไม่มีความผิด การดำเนินคดียังสามารถเดินหน้าต่อได้ หากมีพยานหลักฐานเพียงพอและเป็นไปตามขั้นตอนของ ป.ป.ช. อัยการ และศาล
บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายโกงสอบท้องถิ่น สะท้อนว่าการตรวจสอบยังไม่จบ และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามผู้เกี่ยวข้องทุกระดับเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน ความคืบหน้าหลังจากนี้ควรติดตามจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก พร้อมยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ที่มา – บช.ก. บุกจับเพิ่ม หัวหน้าเครือข่ายเรียกรับเงินโกงสอบท้องถิ่น แจงปล่อยตัว‘วิน-พิชิต’