ทรัมป์ประกาศชัยชนะ! ราคายาในสหรัฐฯ ลดแล้ว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัยชนะในการเจรจาต่อรองกับบริษัทยาขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และยุโรปหลายแห่ง โดยบริษัทเหล่านี้ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยชาวอเมริกันที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงลิ่ว นี่ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและเป็นผลสำเร็จที่สำคัญของรัฐบาลทรัมป์

บริษัทยาส่วนใหญ่ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศชัยชนะ
ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากการผลักดันอย่างหนักของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ราคายาในประเทศสอดคล้องกับราคาที่ต่ำกว่าในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้ป่วยชาวอเมริกัน
บริษัทที่เข้าร่วมข้อตกลง “บริษัทยาส่วนใหญ่ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศชัยชนะ” ได้แก่ Merck, Bristol Myers Squibb, Amgen, Gilead, GSK, Sanofi, Genentech (ในเครือ Roche), Boehringer Ingelheim และ Novartis ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของบริษัทยา 17 แห่งที่ทรัมป์เคยเรียกร้องให้ลดราคายาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Most Favored Nation (MFN) ที่ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อฟื้นฟูนโยบายนี้ในเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้ราคายาในสหรัฐฯ เทียบเท่ากับประเทศที่มีราคาต่ำกว่า
ทรัมป์กล่าวว่าขณะนี้บริษัทยารายใหญ่ 14 จาก 17 แห่ง ได้ตกลงที่จะลดราคายาอย่างมีนัยสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ป่วยในสหรัฐฯ เขายังเน้นย้ำว่านี่เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในด้านการเข้าถึงยาและการสร้างประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม บริษัทยารายใหญ่บางแห่ง เช่น Johnson & Johnson, AbbVie และ Regeneron ยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลง แต่ทรัมป์คาดการณ์ว่า Johnson & Johnson จะเข้าร่วมในสัปดาห์หน้า
ภายใต้ข้อตกลงนี้ บริษัทยาทั้ง 9 แห่งตกลงที่จะดำเนินการมาตรการลดราคายาในสหรัฐฯ รวมถึงการจำหน่ายยาที่มีอยู่ให้แก่ผู้ป่วยในโครงการ Medicaid ในราคาต่ำสุดตามหลัก MFN นอกจากนี้ บริษัทยายังเห็นพ้องที่จะนำยาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของตนไปจัดแสดงและจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ขายตรงถึงผู้บริโภคในชื่อ TrumpRx ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนมกราคม
ผลกระทบของการปรับลดราคายาในสหรัฐฯ
การที่ บริษัทยาส่วนใหญ่ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศชัยชนะ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยชาวอเมริกันจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงลิ่ว การลดราคายาจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็นได้มากขึ้น ส่งผลให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้น นอกจากนี้ การปรับลดราคายายังอาจช่วยลดภาระทางการเงินของรัฐบาลในโครงการประกันสุขภาพต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป เช่น บริษัทที่ยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป และการดำเนินงานจริงของนโยบาย MFN จะเป็นไปในทิศทางใด นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูว่าการลดราคายาในสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาในระยะยาวอย่างไร
โดยสรุปแล้ว การที่ ทรัมป์ประกาศชัยชนะ บริษัทยาส่วนใหญ่ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงเกินไปในสหรัฐฯ แม้ว่ายังคงมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ข้อตกลงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาและสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและประชาชน
ในอนาคต เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการยาของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงยาที่ง่ายขึ้น และค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
ที่มา – ทรัมป์ประกาศชัยชนะ บริษัทยาส่วนใหญ่ยอมปรับลดราคายาในสหรัฐฯ