ตร.บุกทลาย นอมินีโรงงานยาง 600 ล้าน สรุปคดี
ตร.บุกทลาย นอมินีโรงงานยาง 600 ล้าน กลายเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้าตรวจค้นโรงงานผลิตยางรถยนต์ในจังหวัดสมุทรสาคร และพบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนเจ้าของชาวจีน รวมถึงข้อกล่าวหาการนำชื่อผู้เสียชีวิตมาใช้สวมสิทธิ์ให้บุตรชาย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำธุรกิจโดยใช้ตัวแทน และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรอย่างเข้มงวด
การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยมีตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริษัทที่ทำธุรกิจผลิตยางรถยนต์ ซึ่งมีมูลค่ากิจการรวมกว่า 600 ล้านบาท เบื้องต้นพบว่าบริษัทมีการใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนในหลายบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ
ตร.บุกทลาย นอมินีโรงงานยาง 600 ล้าน
จากข้อมูลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาชาวจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท 3 แห่ง โดยให้ลูกจ้างชาวไทยถือหุ้นแทนทั้งหมดในสัดส่วน 100 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะดังกล่าวถูกตรวจสอบว่าอาจเข้าข่ายการใช้นอมินีเพื่อปกปิดผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนและแยกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละรายอย่างชัดเจน
โรงงานแห่งนี้ผลิตยางรถยนต์ทั้งเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับหัวหน้าพนักงานและขอดูพื้นที่จัดเก็บสินค้า โดยพนักงานให้ข้อมูลว่าไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้น หรือการดำเนินการของเจ้าของบริษัท ประเด็นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารทางบัญชี สัญญาจ้างงาน เส้นทางการเงิน และเอกสารการส่งออกอย่างละเอียด
ตร.บุกทลาย นอมินีโรงงานยาง 600 ล้าน พบประเด็นสำคัญหลายด้าน
นอกจากประเด็นการถือหุ้นแทนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สูติบัตรของเด็กที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อดำเนินการด้านทะเบียนให้กับบุตรชายของผู้ต้องหาชาวจีน มีการกล่าวอ้างว่าบุตรชายวัย 19 ปีได้รับบัตรประชาชน 2 ใบ และใช้สิทธิประโยชน์ในฐานะบุคคลสัญชาติไทย เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ดำเนินการ จัดเตรียมเอกสาร หรือให้ความช่วยเหลือในขั้นตอนดังกล่าว
ผู้ต้องหาหญิงชาวเชียงดาวรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่า นำชื่อบุตรชายวัย 5 ขวบที่เสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งการเสียชีวิต ไปใช้กับเด็กชาวจีน โดยอ้างว่าได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และได้รับค่าเดินทางจำนวน 500 บาท หญิงรายนี้ให้การเบื้องต้นว่าไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย เนื่องจากอ่านหนังสือไม่ออก อย่างไรก็ตาม คำให้การทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม
- ประเด็นนอมินี: ตรวจสอบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนในบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมกิจการ
- ประเด็นทะเบียนราษฎร: ตรวจสอบการใช้สูติบัตรและชื่อของผู้เสียชีวิตเพื่อจัดทำเอกสารประจำตัว
- ประเด็นทรัพย์สิน: ตรวจสอบความเกี่ยวข้องระหว่างการสวมสิทธิ์กับการเตรียมโอนทรัพย์สินให้บุคคลในครอบครัว
- ประเด็นอาชญากรรม: ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาที่มีคดีทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์ รวมถึงหมายจับจากประเทศจีน
คดีทำร้ายร่างกายและหมายจับจากจีน
ตำรวจเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้เคยถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงชาวจีนและชิงทรัพย์ในประเทศไทยเมื่อปี 2567 คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 10 เดือน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าผู้ต้องหามีหมายจับของประเทศจีนในคดีทุจริตและฉ้อโกงข้ามชาติ เจ้าหน้าที่จึงต้องประสานข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อยืนยันประวัติและสถานะทางคดี
สำหรับบุตรชายวัย 19 ปี เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำเกี่ยวกับการใช้เอกสารและการพำนักในประเทศไทย เจ้าตัวให้ข้อมูลว่าไม่คิดว่าตนเองมีความผิด เพราะไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเรื่องเอกสาร และอ้างว่าถูกบิดาบังคับให้เดินทางมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยอยู่ในไทยมาประมาณ 5 ปี ต่อมาได้แสดงความต้องการเดินทางกลับประเทศจีนเพื่อไปอยู่กับมารดาและคุณย่า แต่ยังไม่สามารถเดินทางกลับได้
เมื่อถูกสอบถามเกี่ยวกับการมีบัตรประชาชน 2 ใบ เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า การมีเอกสารหลายชุดอาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจสอบถึงที่มา ผู้เกี่ยวข้อง และวัตถุประสงค์ของการจัดทำเอกสาร การอ้างว่าไม่รู้เห็นจึงต้องพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น เช่น ลายมือชื่อ ภาพจากกล้องวงจรปิด ข้อมูลการติดต่อ และรายการทำธุรกรรม
ผลกระทบต่อธุรกิจและการตรวจสอบต่อจากนี้
กรณีนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะผู้ต้องหาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพนักงาน ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในเอกสาร คู่ค้า และธุรกิจที่รับซื้อหรือส่งออกยางรถยนต์ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบว่าการประกอบกิจการเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ มีการชำระภาษีถูกต้องหรือเปล่า และมีการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่
การใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนสามารถสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจได้ หากทำให้ผู้ประกอบการบางรายหลีกเลี่ยงกฎหมายและแข่งขันได้เปรียบกว่าธุรกิจที่ปฏิบัติตามกติกา ขณะเดียวกัน การนำชื่อผู้เสียชีวิตมาใช้ยังอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร และทำให้เกิดปัญหาด้านสิทธิ สวัสดิการ และความมั่นคงของบุคคลที่ถูกสวมชื่อ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้เป็นผลจากการตรวจค้นและคำให้การเบื้องต้น ผู้เกี่ยวข้องทุกคนยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีและได้รับการพิจารณาตามกฎหมาย จึงควรรอผลการสอบสวน เอกสารทางราชการ และคำพิพากษาของศาลก่อนสรุปความผิดขั้นสุดท้าย
ข้อคิดจากคดีนี้ คือการทำธุรกิจในประเทศไทยควรดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนและผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง รวมถึงไม่ควรยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อหรือเอกสารส่วนตัวโดยไม่เข้าใจผลทางกฎหมาย หากพบความผิดปกติด้านทะเบียน บริษัท หรือการถือครองทรัพย์สิน ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจขยายวงกว้างต่อไป
ที่มา – ตร.บุกทลาย นอมินีโรงงานยาง 600 ล้าน จับคนจีนเป็นเจ้าของ พบใช้ชื่อคนตายสวมให้ลูกชายด้วย