ดีเอสไอจ่อเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ สอบปมสแกนม่านตา
ดีเอสไอเตรียมเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ สอบปากคำในสัปดาห์หน้า ปมโผล่ร่วมภาพสักขีพยาน MOU คดีสแกนม่านตา แลกเหรียญดิจิทัล ซึ่งกำลังตรวจสอบการดูดข้อมูลคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดในกรุงเทพมหานคร
จุดที่เข้าตรวจค้น ได้แก่ 1. บริษัท ตั้งอยู่แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 2. บริษัท ตั้งอยู่ที่ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 3. บริษัท ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 4. บริษัท ตั้งอยู่ที่ ซอยรามคำแหง 121 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และ 5. หมู่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านพักของ นาย อ. กรรมการบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้เป็นไปภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (คดีพิเศษที่ 148/2568) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน เอกสาร และพยานวัตถุ สำหรับนำไปขยายผลทางคดี
ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จุด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจยึดพยานเอกสารบางส่วนจากบ้านพักของผู้บริหารบริษัท ย่านพระราม 2 และพบเครื่องสแกนม่านตาจำนวน 4 ชุดที่ยังหลงเหลืออยู่ที่บริษัท ซอยรามคำแหง 121
“ความตั้งใจของเราคือการพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ได้จากการสแกนม่านตาของคนไทย 1.2 ล้านคน ถูกจัดเก็บไว้ที่ใด และถูกถ่ายโอนไปยังที่ใดบ้าง เพราะอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงในอนาคตได้” ร.ต.อ.สุรวุฒิกล่าว “อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเราต้องรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานให้เพียงพอก่อนพิจารณาเรื่องฐานความผิดและผู้กระทำความผิดต่อไป”
ร.ต.อ.สุรวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้ (7 ม.ค.) ได้หารือกับผู้แทนของ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นเจ้าของกฎหมาย พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ที่ควบคุมดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเหรียญดิจิทัล เพื่อพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดเป็นใครบ้าง เนื่องจากการสแกนม่านตาในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดว่าเป็นความผิด
อย่างไรก็ตาม หากเทียบเคียงกฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุดคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากมีการสแกนม่านตา แต่เมื่อมีเหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอกับ ก.ล.ต. จะพิจารณาร่วมกันถึงความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก ก.ล.ต. มองว่ากรณีนี้เป็นกรณีใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย และการพูดคุยกับกรรมการบริษัทบางแห่ง พบว่ามีการปฏิเสธเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการสแกนม่านตา และอ้างว่าได้ลบข้อมูลไปแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงต้องหาพยานหลักฐานมาหักล้างคำกล่าวอ้างดังกล่าว
บริษัทดังกล่าวเดิมทีมีผู้ก่อตั้งเป็นชาวสิงคโปร์ ชื่อนายจอร์จ ต่อมาได้มีการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นมาเป็นของนาย อ. ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการ จึงต้องเข้าตรวจค้นเพื่อหาตัวการที่แท้จริง แต่ยังไม่พบนาย อ. ที่บ้านพัก เนื่องจากแจ้งว่าอยู่ต่างจังหวัด แต่ได้นัดหมายสอบปากคำในฐานะพยานภายในสัปดาห์หน้าแล้ว
พนักงานสอบสวนได้กำหนดประเด็นคำถามไว้ว่า นาย อ. มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลพอสมควร จากทั้งเอกสารและการบัญชี
สำหรับที่มาที่ไปของเครื่องสแกนม่านตา พบว่าเอกสารระบุว่า บริษัทเป็นผู้ประสานกับบริษัทต่างประเทศในการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา และการก่อตั้งบริษัทเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นวันที่ปรากฏภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเครื่องสแกนม่านตาเกิดขึ้นภายหลังการเซ็น MOU เพราะต้องใช้เวลาในการสอบสวน
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ MOU ฉบับนี้อาจมีการชักนำมาโดยนายเบนสมิธ หรือข้าราชการไทยรายใด ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า ยังคงเป็นรายละเอียดที่ลึกเกินไป แต่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้น เห็นชัดว่ามาจากทางบริษัทสิงคโปร์เป็นฝ่ายเข้ามา และนอกจากนาย อ. แล้วก็ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
กรณีที่ปรากฏภาพของ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU วันที่ 27 มีนาคม 2567 ทางดีเอสไอจะเชิญทั้งคู่มาสอบปากคำเช่นกัน เพื่อสอบถามถึงความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวันดังกล่าว
เมื่อถามว่าการให้ข้อมูลปากคำในฐานะพยานของ นายประเสริฐ จันทรรวงรอง (อดีต รมว.ดีอีฯ) และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. มีความสอดคล้องกันหรือไม่ ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันบางส่วนและอาจคลาดเคลื่อนกันบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตาม จะต้องขอเวลาไปขยายผลต่อไป
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องการให้วางไทม์ไลน์การดำเนินการในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง เนื่องจากเรื่องสแกนม่านตาเป็นเรื่องความมั่นคงที่น่าเป็นห่วง และเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทางชีวภาพ
ในส่วนของผู้ที่เคยสแกนม่านตาไปแล้ว ทางดีเอสไอได้ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์จากพื้นที่เป้าหมายมาตรวจสอบข้อมูล และอยากให้ผู้ที่เคยสแกนม่านตาเข้ามาให้ข้อมูลด้วย เพราะขณะนี้มีผู้ให้ข้อมูลน้อยมาก
ดีเอสไอจ่อเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ สอบปมสแกนม่านตา
ความคืบหน้าคดีสแกนม่านตา
คดีนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน และหากมีความคืบหน้าใด จะรายงานให้สังคมรับทราบต่อไป คดีดีเอสไอจ่อเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ สอบปมสแกนม่านตา อาจมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย จึงควรรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ
ที่มา – ดีเอสไอ จ่อเรียก ‘ธรรมนัส-นฤมล’ สอบปากคำพยาน ปมโผล่ร่วมภาพ MOUคดีสแกนม่านตา