ชนินทธ์ โทณวณิก: ทายาทดุสิตธานี ใช้กฎหมายพิทักษ์ธุรกิจ
“ชนินทธ์ โทณวณิก” ทายาทดุสิตธานี แถลงข่าวด่วนถึงกรณีถูกน้องสาว 2 คน เตรียมถอดจากการเป็นกรรมการ พร้อมเปิดใจถึงความพยายามเสนอกรรมการใหม่ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเซ็นทรัล เปลี่ยนอำนาจจากครอบครัวสู่ภายนอก ทั้งที่ครอบครัวสร้างมากว่า 76 ปี ย้ำเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้ เผยเตรียมใช้สิทธิที่มีดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อปกป้องธุรกิจครอบครัว
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้แถลงข่าวด่วนในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของดุสิตธานี”
ภายหลังจากที่ น.ส.มัณฑนี สุรกาญจน์กุล เลขานุการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดวันประชุมและวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2568 ตามหนังสือของผู้ถือหุ้นที่ใช้สิทธิจะให้คณะกรรมการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด โดยอ้างอิงถึงหนังสือของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ถึงคณะกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เรื่องขอให้คณะกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เรียกประชุมและจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นภายใน 45 วัน ตามกฎหมาย
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2568 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งมีระเบียบวาระที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นและความเห็นคณะกรรมการ
วาระสำคัญคือวาระที่ 3 พิจารณาอนุมัติถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เนื่องจาก บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้ง ดุสิตธานี ได้จัดสรรปันส่วนหุ้นให้กับลูกทั้ง 3 คนเท่าๆ กัน ประกอบด้วยนายชนินทร์ โทณวณิก,นางสินี เทียนประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค โดยนางสินี และ นางสุนงค์ รวมกันทำให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 49%
นายชนินทธ์ใช้เวลาราว 20 นาทีในการอ่านคำแถลงการณ์ โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ต่อ และในบางช่วงที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว นายชนินทร์ถึงกับมีน้ำเสียงสั่นเครือ
นายชนินทร์กล่าวว่า หลายท่านคงได้เห็นข่าวว่า บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี ที่จะถึงในเดือนหน้านี้
“วันนี้ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ พูดตรง ๆ ต่อสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนได้รับฟังข้อเท็จจริงจากปากของผมเอง จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ ท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะ อุย สิ้น” นายชนินทร์กล่าว
เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี เอียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือผมลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก
ต่อมาน้องทั้งสองคนของผมได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม โดยจากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด
รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ในช่วงโควิด เราทั้งสามคนมีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในบมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูดเพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึง บมจ. ดุสิตธานี” นายชนินทธ์กล่าว
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล การเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน
“ชนินทธ์ โทณวณิก” ทายาทดุสิตธานี เตรียมใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด รักษาธุรกิจครอบครัว พ้นมือเซ็นทรัล
นายชนินทธ์กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5%โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ส่วนตัวของผมกับใคร แต่คือการปกป้องดุสิตธานีที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใส จากการถูกยึดครองโดยไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ ดุสิตธานีคือแบรนด์ไทยที่ครอบครัวเราสร้างมากว่า 76 ปี และเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้” นายชนินทธ์กล่าว
ชนินทธ์ โทณวณิก ยันใช้กฎหมายพิทักษ์ดุสิตธานี
นายชนินทธ์กล่าวปิดท้ายว่า จะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม และจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด
กรณีของ“ชนินทธ์ โทณวณิก” ทายาทดุสิตธานี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวและการรักษาสิทธิ์ทางกฎหมาย การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในและภายนอกองค์กรเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมพร้อมและใช้สิทธิที่มีอยู่จะช่วยปกป้องธุรกิจและมรดกทางจิตวิญญาณของครอบครัวได้อย่างยั่งยืน การต่อสู้ของ“ชนินทธ์ โทณวณิก” จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวอื่นๆ