จับนายก อบต. รีดเงินต่อสัญญาจ้าง
จับนายก อบต. รีดเงินต่อสัญญาจ้าง กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าดำเนินการตามหมายจับที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กรณีมีผู้ร้องเรียนว่ามีการเรียกรับเงินจากลูกจ้างชั่วคราว เพื่อแลกกับการต่อสัญญาจ้างงาน โดยผู้เสียหายระบุว่าหากไม่จ่ายเงินอาจไม่ได้รับการต่อสัญญาและต้องตกงาน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธุ์ ผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ นำกำลังเข้าจับกุมนายยศพนธ์ อายุ 65 ปี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหมี ตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
จับนายก อบต. รีดเงินต่อสัญญาจ้าง เกิดอะไรขึ้น
ตามข้อมูลการสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานจ้างตามภารกิจและพนักงานจ้างทั่วไปของ อบต.หนองหมีว่า ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากลูกจ้างหลายราย โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาจ้าง แม้ในความเป็นจริงการต่อสัญญาจ้างควรเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานราชการ ไม่ใช่การเรียกเก็บเงินจากผู้ปฏิบัติงาน
ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 มีการเรียกลูกจ้างประมาณ 25 คนเข้าร่วมประชุม พร้อมแจ้งว่าสัญญาจ้างของพนักงานหลายรายกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน จากนั้นมีการสอบถามว่าผู้ใดต้องการต่อสัญญา และแจ้งว่าผู้ที่ประสงค์จะทำงานต่อจะต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่กำหนด เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับลูกจ้าง เพราะหลายคนต้องพึ่งพารายได้ประจำและไม่ต้องการสูญเสียงาน
จับนายก อบต. รีดเงินต่อสัญญาจ้าง หลังลูกจ้างรวบรวมหลักฐาน
ผู้ร้องเรียนบางส่วนไม่ได้ยอมจำนนต่อสถานการณ์ แต่ร่วมกันวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ โดยมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเสียงสนทนาในระหว่างพูดคุยเรื่องการต่อสัญญา หลักฐานเหล่านี้ถูกนำไปประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 3 กองบังคับการ ปปป. รวมถึงประสานงานกับสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย
จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีการกล่าวอ้างว่าลูกจ้างที่มีอายุงานไม่เกิน 3 ปี ต้องจ่ายเงินคนละ 10,000 บาท ส่วนผู้ที่มีอายุงานเกิน 3 ปี ต้องจ่ายเงินคนละ 30,000 บาท จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าสูงมากสำหรับลูกจ้างชั่วคราว และอาจทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องกู้ยืมเงินหรือแบกรับภาระทางการเงิน หากต้องจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่งงานของตนเอง
ข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ใช้ดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ดำเนินการขอศาลออกหมายจับในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม คดีอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน และผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิ์ต่อสู้คดีตามกฎหมาย
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวนายยศพนธ์เข้าสู่กระบวนการสอบสวน โดยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป การจับกุมครั้งนี้จึงยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องรอการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิจารณาของศาล
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกจ้างและประชาชน
กรณีจับนายก อบต. รีดเงินต่อสัญญาจ้าง ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เสียหายที่ถูกกล่าวหาว่าได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย เพราะหน่วยงานท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแลบริการสาธารณะและใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่ หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์ ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและระบบตรวจสอบภายใน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการทุจริตมักแนะนำว่า ลูกจ้างหรือประชาชนที่พบเห็นพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากลควรเก็บข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ควรเผชิญหน้าหรือดำเนินการเสี่ยงด้วยตนเอง และควรแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ โดยอาจเตรียมข้อมูลสำคัญ เช่น วันเวลา สถานที่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดการเรียกรับเงิน และหลักฐานการสนทนา ทั้งนี้ควรดำเนินการภายใต้กฎหมายและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียนเป็นหลัก
- ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างให้ครบถ้วน
- บันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ วันเวลา และบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
- ประสานตำรวจ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง
- หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ เพราะอาจกระทบต่อรูปคดีและสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง
- ติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานทางการและผลการพิจารณาของศาล
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การต่อสัญญาจ้างในหน่วยงานรัฐควรมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ตรวจสอบได้ และปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ ผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจก็ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตนเอง หากพบการทุจริตจริง การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับสังคม
ท้ายที่สุด ประชาชนควรติดตามคดีนี้จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงอย่างเป็นธรรม หากใครพบพฤติการณ์เรียกรับเงินเพื่อแลกกับการจ้างงานหรือสิทธิประโยชน์ของรัฐ ควรรวบรวมข้อมูลและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อร่วมกันป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ที่มา – บุกจับนายกอบต. รีดเงินลูกจ้างชั่วคราว แลกต่อสัญญาจ้าง ถ้าใครไม่จ่ายเตรียมตกงาน เรียกหัวละ 1-3 หมื่น