กรมชลประทาน แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา

กรมชลประทาน แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลังหลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศมีฝนตกหนัก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเปลี่ยนแปลงในช่วงต่อจากนี้

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 2 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งหมด 11 จังหวัด การแจ้งเตือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนมีเวลาเตรียมตัว รวมถึงบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำท่าที่เพิ่มขึ้น

กรมชลประทาน แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

พื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเตือนครอบคลุมจังหวัดตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  • จังหวัดอุทัยธานี
  • จังหวัดชัยนาท
  • จังหวัดสิงห์บุรี
  • จังหวัดอ่างทอง
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • จังหวัดสุพรรณบุรี
  • จังหวัดลพบุรี
  • จังหวัดปทุมธานี
  • จังหวัดนนทบุรี
  • จังหวัดสมุทรปราการ
  • กรุงเทพมหานคร

กรมชลประทาน แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะอะไร

สาเหตุสำคัญมาจากฝนที่ตกหนักทางด้านตอนบนของประเทศ ทำให้มีน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงต้องประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณน้ำฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำเหนือเขื่อน และความสามารถในการรับน้ำของระบบชลประทาน เพื่อควบคุมการระบายน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนมากเกินไป

จากการคาดการณ์ในช่วง 1-9 วันข้างหน้า วันที่ 27 กันยายน 2569 สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ อาจมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,100-1,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ลำน้ำสาขาคาดว่าจะมีปริมาณน้ำเพิ่มอีกประมาณ 50-100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตอนล่าง

เมื่อรวมปริมาณน้ำจากหลายส่วน คาดว่าปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอาจอยู่ที่ประมาณ 1,150-1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานจะรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 400-450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนที่เหลือจำเป็นต้องระบายผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 700-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การระบายน้ำในระดับดังกล่าวอาจทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.60-1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวควรติดตามระดับน้ำและประกาศจากจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานระบุว่า สถานการณ์ตามการคาดการณ์ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในวงกว้าง หากไม่มีปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นจนทำให้มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มกระทบประชาชน หน่วยงานจะประกาศแจ้งให้ทราบต่อไป

ตัวเลขสถานการณ์น้ำล่าสุดที่ควรรู้

ข้อมูลปัจจุบันที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,124 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ระดับน้ำด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.60 เมตรต่อระดับทะเลปานกลาง และด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 9.67 เมตรต่อระดับทะเลปานกลาง โดยระดับน้ำยังห่างจากตลิ่งประมาณ 6.67 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ตัวเลขเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและน้ำจากลำน้ำสาขา ดังนั้นไม่ควรนำข้อมูลเพียงช่วงเวลาเดียวไปสรุปว่าสถานการณ์จะคงที่ ประชาชนควรติดตามประกาศใหม่จากกรมชลประทาน จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพราะหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้แจ้งข้อมูลที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชน

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากกรมชลประทานและจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
  • ตรวจสอบเส้นทางเข้าออกบ้าน จุดอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน
  • ยกสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์จำเป็นขึ้นไว้ในที่สูง
  • เตรียมยา อาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม
  • เกษตรกรควรตรวจสอบคันกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ และพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ในจุดเสี่ยง
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำหลากหรือลงเล่นน้ำในแม่น้ำที่มีกระแสน้ำแรง

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ควรสังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น น้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำเอ่อล้นตลิ่ง หรือมีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ หากพบความเสี่ยงควรรีบแจ้งผู้นำชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ควรรอจนสถานการณ์รุนแรงแล้วจึงเริ่มขนย้ายสิ่งของ

โดยสรุป กรมชลประทาน แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในวงกว้าง แต่ปริมาณน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน การเตรียมตัวล่วงหน้าและการรับข้อมูลจากแหล่งทางการจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสียหายได้ดีที่สุด

ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามประกาศล่าสุดทุกวัน และช่วยกันส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้คนในครอบครัวและชุมชน เพื่อให้ทุกคนรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างปลอดภัยและไม่ตื่นตระหนก

ที่มา – กรมชลประทาน ประกาศฉบับที่ 2 แจ้งเตือน 11 จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *