แม่ภัทรย้อนนาที ลูกชายพาชายฉกรรจ์อุ้มขึ้นรถตู้
แม่ภัทรย้อนนาที ลูกชายพาชายฉกรรจ์อุ้มขึ้นรถตู้ เปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านพักในพื้นที่เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ หลังเข้าแจ้งความขอให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รู้สึกหวาดกลัวและยังต้องการความชัดเจนว่าใครเป็นผู้สั่งการ รวมถึงเหตุผลที่ต้องพาตัวไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
กรณีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังแม่ภัทรพร้อมด้วยนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เดินทางเข้าพบตำรวจ สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความเกี่ยวกับเหตุอุ้มตัวและกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยผู้เสียหายระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชาย 2 คน ซึ่งมีลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเข้ามาภายในบ้านตามคำบอกของลูกชาย
แม่ภัทรย้อนนาที ลูกชายพาชายฉกรรจ์อุ้มขึ้นรถตู้
แม่ภัทรเล่าว่า ในวันเกิดเหตุตนพักอยู่ภายในบ้านกับลูกสาว ต่อมาลูกชายแจ้งว่าจะเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรงงาน จึงกดรีโมตเปิดประตูให้เข้ามา โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะมีชายฉกรรจ์อีก 2 คนติดตามเข้ามาด้วย เมื่อชายทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ทั้งคู่ได้ใช้กำลังล็อกตัว ปิดปาก รวบขา และยกตัวออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว
ในช่วงเวลานั้น ลูกสาวของแม่ภัทรเข้าใจว่าพี่ชายอาจพาแม่ไปพบแพทย์ ตามเรื่องที่เคยพูดคุยกันก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้ขัดขวางหรือคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น แม่ภัทรจึงถูกพาออกจากบ้านโดยไม่มีโอกาสเตรียมตัว และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ทัน
แม่ภัทรย้อนนาที ลูกชายพาชายฉกรรจ์อุ้มขึ้นรถตู้
แม่ภัทรระบุว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้ใช้อุปกรณ์พิเศษในการควบคุมตัว แต่ใช้กำลังคนล็อกแขนและขา ก่อนอุ้มไปยังรถตู้กู้ภัยที่จอดหลบอยู่บริเวณใกล้บ้าน เมื่อถูกนำตัวไปถึงท้ายรถ แม่ภัทรพยายามร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้ชายคนหนึ่งผลักขึ้นไปบนรถ และเมื่อร้องอีกครั้งก็ถูกต่อยเข้าที่บริเวณท้อง พร้อมถูกสั่งไม่ให้ส่งเสียง
จากนั้นชายอีกคนได้รีบขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ ก่อนถอยรถออกไปอย่างรวดเร็วและเปิดสัญญาณไซเรน แม่ภัทรสังเกตเห็นรถตู้มีสติกเกอร์ข้อความว่า MST Thailand ติดอยู่บนตัวรถ ระหว่างเดินทางบนถนนลาดพร้าว ผู้ก่อเหตุมีการพูดคุยกันว่าจะเปลี่ยนรถ เพราะอาจมีผู้พบเห็นเหตุการณ์หรือบันทึกภาพเอาไว้
แม่ภัทรยังเล่าด้วยว่า ในจังหวะที่พยายามยกโทรศัพท์ขึ้น เสื้อของชายคนหนึ่งเลื่อนลง ทำให้เห็นรอยสักรูปสามเหลี่ยมสีดำทึบบริเวณร่างกาย รายละเอียดนี้อาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการติดตามตัวและตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากพนักงานสอบสวนและพยานหลักฐานอื่นประกอบกัน
ตำรวจเร่งตรวจสอบหลักฐานและเรียกผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูล
พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผู้กำกับการ สน.วังทองหลาง เปิดเผยว่า แม่ภัทรเดินทางมาแจ้งความเกี่ยวกับอาสากู้ภัย 2 คน ในประเด็นกักขังหน่วงเหนี่ยว ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ผู้เสียหายยังได้แจ้งความคดีลักทรัพย์ตู้เซฟมูลค่าประมาณ 9.4 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวถึงลูกชายและลูกสะใภ้ด้วย
ขั้นตอนต่อไป ตำรวจจำเป็นต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูล ทั้งลูกชาย ลูกสาว ตลอดจนเพื่อนบ้านที่อาจเห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ การสอบปากคำจะช่วยให้เจ้าหน้าที่เรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่การเดินทางเข้าบ้าน การนำตัวออกจากบ้าน ไปจนถึงเส้นทางที่รถตู้ใช้เดินทางไปยังจังหวัดกาญจนบุรี
ส่วนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด คลิปวิดีโอ ภาพถ่าย ข้อมูลการเดินทาง และหลักฐานจากรถตู้ จะต้องถูกนำมาตรวจสอบอย่างละเอียด แม้บริเวณบ้านอาจไม่มีกล้องวงจรปิดหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ตำรวจยังเชื่อว่าอาจมีคลิปหรือภาพจากบุคคลที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งสามารถช่วยยืนยันรายละเอียดบางช่วงของเหตุการณ์ได้
ตำรวจยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้แจ้งความและผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากขณะนี้บุคคลที่ถูกกล่าวหายังไม่ได้เข้ามาให้ปากคำอย่างเป็นทางการ การสรุปว่าใครมีความผิดจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรตัดสินจากคำบอกเล่าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่สังคมควรติดตามต่อ
เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งเหตุผลที่ลูกชายตัดสินใจพาแม่ไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การว่าจ้างหรือประสานงานกับกลุ่มชายที่พาตัวออกจากบ้าน รวมถึงข้อเท็จจริงว่าผู้เกี่ยวข้องมีเจตนาดูแลความปลอดภัย หรือมีพฤติการณ์เข้าข่ายการใช้กำลังและกักขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อีกประเด็นสำคัญคือความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง การเปิดเผยข้อมูลควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะทุกฝ่ายมีสิทธิชี้แจงและปกป้องตนเองตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่อ้างว่าได้รับความเสียหายก็ควรได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม
สำหรับประชาชนที่พบเห็นเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกัน ควรบันทึกข้อมูลที่ปลอดภัย เช่น สีและหมายเลขทะเบียนรถ ลักษณะบุคคล เวลา สถานที่ และเส้นทาง โดยไม่เข้าไปเสี่ยงเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ หากมีเหตุฉุกเฉินควรแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ส่วนการเผยแพร่คลิปหรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ควรคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลและไม่กล่าวหาบุคคลใดก่อนมีผลสอบที่ชัดเจน
กรณี แม่ภัทรย้อนนาที ลูกชายพาชายฉกรรจ์อุ้มขึ้นรถตู้ จึงยังต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่อย่างรอบด้าน ความจริงควรเกิดจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้และคำให้การของทุกฝ่าย หากใครมีคลิป ภาพถ่าย หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ควรส่งมอบให้ตำรวจเพื่อใช้ประกอบสำนวน มากกว่าการเผยแพร่จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด สุดท้ายสิ่งที่สังคมควรเรียกร้องคือความโปร่งใส ความปลอดภัยของผู้สูงอายุ และการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม
ที่มา – ‘แม่ภัทร’ ย้อนนาที ลูกชายพา 2 ชายฉกรรจ์ อุ้มคาบ้าน-ขึ้นรถตู้ นำตัวไปขังศูนย์ดูแล กาญจนบุรี