อิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซนี้ถือเป็นจุดคอขวดที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยจัดการขนส่งน้ำมันราว 20-30% ของปริมาณน้ำมันโลก ทำให้การควบคุมที่นี่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
อิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานล่าสุดว่า ปัจจุบันมีเรือสินค้ากว่า 350 ลำที่กำลังรอการอนุมัติจากทางการอิหร่าน เพื่อแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นับเป็นวันที่ 27 แล้วหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เส้นทางน้ำสำคัญนี้ถูกปิดกั้นอย่างเข้มงวด ไม่ให้เรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล หรือพันธมิตรผ่านได้ หากไม่ได้รับไฟเขียวจากอิหร่าน เรือทุก ลำถูกสั่งให้ปิดระบบเครื่องยนต์และจอดนิ่งรอคำสั่ง
ประเภทเรือที่รอคิวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC): 25 ลำ
- เรือบรรทุกน้ำมันทั่วไป: 200 ลำ
- เรือขนส่งก๊าซ LNG และ CNG: 70 ลำ
หากไม่ได้รับอนุมัติ เรือเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางต่อหรือเข้าเทียบท่าในภูมิภาคได้ เนื่องจากกองกำลังอิหร่านควบคุมเส้นทางทะเลอย่างสมบูรณ์ อาลีเรซา ทังซิรี ผู้บัญชาการกองทัพเรือแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวผ่านเอ็กซ์เมื่อวันอังคารที่ 24 มี.ค. ว่า เรือทุกลำต้องประสานงานเต็มรูปแบบกับหน่วยงานทางทะเลของอิหร่านก่อน
บริบทของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะรานและเมืองอื่นๆ ในอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ส่งผลให้ผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ผู้บัญชาการทหารและพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก อิหร่านจึงตอบโต้ด้วยการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม
ผลกระทบจากการที่อิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นทันที โดยเบรนท์ครูดพุ่งเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สต็อกน้ำมันทั่วโลกอาจขาดแคลนหากสถานการณ์ยืดเยื้อ บริษัทขนส่งและผู้ส่งออกพลังงานกำลังเผชิญความเสี่ยงสูง
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 33 กม. ตรงแคบสุด และความลึก 60 เมตร ทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อการปิดกั้น อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้ในอดีตหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการควบคุมจริงจังที่สุด นักวิเคราะห์เชื่อว่าอาจนำไปสู่สงครามน้ำมัน หากไม่มีการเจรจา
นอกจากนี้ กองทัพเรือ IRGC ยังเพิ่มกำลังพลและเรือรบในพื้นที่ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก บริษัทประกันภัยทางทะเลทั่วโลกต่างขึ้นเบี้ยประกันสำหรับเรือที่ผ่านช่องแคบนี้หลายเท่า
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์ โดยอิหร่านใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง หากสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ถอนกำลัง ผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย อาจเผชิญราคาน้ำมันแพงขึ้น
ติดตามสถานการณ์อิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ที่มา – อิหร่านเผย มีเรือกว่า 350 ลำต่อคิวขอไฟเขียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ