ศาลฯ ไม่รับคำร้อง! “เท้ง-อนุทิน” ไม่ล้มล้างการปกครอง
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งไม่รับคำร้อง 2 คดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “เท้ง-อนุทิน” ไม่ล้มล้างการปกครอง โดยมีรายละเอียดดังนี้
ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี เรื่องพิจารณาที่ 29/2568 และ เรื่องพิจารณาที่ 30/2568 กรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรรคประชาชน (ปชน.) กระทำการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไม่ กรณีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับพรรคภูมิใจไทย ในการผลักดันให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ ฝ่ายค้าน มีอำนาจแฝงในการบริหาร
ในเรื่องพิจารณาที่ 29/2568 นายคงเดชา ชัยรัตน์ (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ สส. พรรคประชาชน จำนวน 143 คน (ผู้ถูกร้องที่ 3)
กระทำการตกลงกันเพื่อแบ่งปันอำนาจอธิปไตย ด้วยการบิดเบือนอำนาจบริหารในบางเรื่องที่ควรจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหาร ให้มาเป็นอำนาจแฝงของพรรคฝ่ายค้าน และ สส.ของพรรคนั้น เป็นการทำลายกลไกของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ขาดความเข้มแข็งในการถ่วงดุลอำนาจในการปกครองประเทศ ส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ขาดความเหมาะสม เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
โดยพรรคประชาชน (ผู้ถูกร้องที่ 1) เสนอยกคะแนนเสียง สส.พรรคประชาชนให้กับพรรคใดที่สามารถนำนโยบายของผู้ถูกร้องที่ 1 ไปดำเนินการเมื่อพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล คือ ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับแต่วันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
ต่อมาผู้ถูกร้องที่ 2 และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOA) และในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงคะแนนเสียงเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) โดยลงคะแนนเสียงเห็นชอบเพื่อให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ถูกร้องทั้งสามจะปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้าน
ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและสำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสาม ยังไม่เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ดังนั้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาดำเนินการส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อโปรดวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติมประกอบ เมื่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน เป็นการเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสาม กระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
เรื่องพิจารณาที่ 30/2568 กับประเด็น “เท้ง-อนุทิน” ไม่ล้มล้างการปกครอง
ส่วนเรื่องพิจารณาที่ 30/2568 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล (ผู้ร้อง) ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 กล่าวอ้างว่า การจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ผู้ถูกร้องที่ 3) ในฐานะหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย (ผู้ถูกร้องที่ 4)
โดยตกลงให้สสส.ในสังกัดพรรคผู้ถูกร้องที่ 2 พิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ถูกร้องที่ 3 เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหารที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมติพรรคการเมืองยินยอมให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตกอยู่ภายใต้ข้อผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ โดยมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันไว้ล่วงหน้า
อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 และมาตรา 185 การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกรอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่อัยการสูงสุดไม่ดำเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องจึงยื่นยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ เมื่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 กับผู้ถูกร้องที่ 3 เป็นการเจรจาหรือการประกาศเจตจำนงทางการเมืองร่วมกัน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสี่กระทำการอื่นใดอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
สรุปประเด็นสำคัญ: “เท้ง-อนุทิน” ไม่ล้มล้างการปกครอง
โดยสรุปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้งสองกรณี โดยให้เหตุผลว่า ข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ระหว่างนายณัฐพงษ์และนายอนุทิน เป็นเพียงการเจรจาทางการเมือง และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่ามีการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ
จากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้เห็นว่าการทำข้อตกลงทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ที่มา – ศาลรธน.สั่งไม่รับ 2 คำร้อง! ปม“เท้ง-ปชน.” ทำ MOA กับ “อนุทิน” ไม่ล้มล้างการปกครอง