ผู้การนครบาล 1 สยบพ่อชาวลาวคลั่ง จี้ลูกเมีย

ผู้การนครบาล 1 สยบพ่อชาวลาวคลั่ง จี้ลูกเมีย หลังเกิดเหตุระทึกบริเวณใต้สะพานข้ามแยกยมราช ถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ชายชาวลาวรายหนึ่งมีอาการคลุ้มคลั่ง ใช้มีดจี้คอลูกชายวัย 5 ขวบ พร้อมกอดภรรยาเอาไว้ ท่ามกลางความตกใจของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เข้าควบคุมสถานการณ์

ผู้การนครบาล 1 สยบพ่อชาวลาวคลั่ง จี้ลูกเมีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังครอบครัวชาวลาวเดินทางออกมาจากบริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร โดยตั้งใจจะเดินทางกลับประเทศลาว แต่ประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ จึงเกิดการโต้เถียงกันภายในครอบครัว ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้ก่อเหตุมีประวัติเสพยาเสพติด และมีอาการโมโหรุนแรงก่อนจะเข้าไปหาอาวุธมีดมาใช้ข่มขู่ภรรยาและลูก

ผู้การนครบาล 1 สยบพ่อชาวลาวคลั่ง จี้ลูกเมีย ท่ามกลางการเจรจา

เวลาประมาณ 10.50 น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐ์บรรณากรณ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้เดินทางเข้ามาประเมินสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่พยายามใช้การเจรจาเป็นหลัก เพื่อให้ชายผู้ก่อเหตุลดความเครียดและผ่อนคลายลง การทำงานในช่วงแรกต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะผู้ก่อเหตุถือมีดไว้ใกล้คอลูกชาย และใช้แขนอีกข้างกดภรรยาเอาไว้

เมื่อเห็นจังหวะที่ผู้ก่อเหตุนั่งอยู่บริเวณด้านหลังรถกระบะตำรวจและเผลอ พล.ต.ต.วรศักดิ์จึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปคว้ามีดที่จี้คอลูกชายออกทันที จากนั้นตำรวจที่อยู่โดยรอบได้เข้าช่วยกันควบคุมตัว และแยกภรรยากับลูกออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย การเข้าระงับเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม เพื่อไม่ให้เด็กและผู้เกี่ยวข้องได้รับอันตรายมากไปกว่านี้

หลังช่วยเหลือออกมาได้ เจ้าหน้าที่นำตัวแม่และเด็กไปปฐมพยาบาลเบื้องต้น พบว่าเด็กชายวัย 5 ขวบมีร่องรอยบาดแผลจากมีดบริเวณลำคอ ความยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร ส่วนภรรยามีบาดแผลบริเวณกกหูด้านซ้ายและมีเลือดไหล เจ้าหน้าที่จึงรีบทำแผลและประเมินอาการ ก่อนประสานขั้นตอนการดูแลต่อไป แม้เหตุการณ์จะจบลงโดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่

สาเหตุพ่อชาวลาวคลุ้มคลั่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ

ภรรยาของผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุทั้งสามคนพูดคุยกันเรื่องการเดินทางกลับประเทศลาว แต่ครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าเดินทาง จึงเกิดความเครียดและมีปากเสียงกัน ต่อมาสามีซึ่งเคยเสพยาเสพติดเกิดอาการโมโหและควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อนจะเข้าไปขโมยมีดจากบริเวณร้านค้าเพื่อนำมาข่มขู่เธอกับลูก

ในช่วงเกิดเหตุ ชุดจับกุมพยายามพูดคุยและเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุสงบสติอารมณ์ อย่างไรก็ตาม ชายคนดังกล่าวยังคงมีอาการคลุ้มคลั่งและไม่ยอมปล่อยตัวประกัน จนกระทั่งอารมณ์เริ่มลดลง เจ้าหน้าที่จึงสามารถเข้าควบคุมตัวและนำตัวไปยัง สน.พญาไท เพื่อสอบสวนอย่างละเอียด

พ.ต.อ.ธนพล กลิ่นเกษร ผู้กำกับการ สน.พญาไท ระบุว่า ครอบครัวดังกล่าวเป็นชาวลาว ประกอบด้วยผู้ก่อเหตุชื่อ นายน้อย อายุ 35 ปี ภรรยาชื่อ นางฝ้าย อายุ 35 ปี และลูกชายวัย 5 ขวบ เบื้องต้นพบว่าครอบครัวเคยพักอาศัยอยู่ที่วัดพรมวงศารามในพื้นที่ดินแดงในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนจะไปพักกับญาติ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าประกอบอาชีพใดเป็นหลักแหล่ง

เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ภรรยาเคยถูกสามีทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ และเคยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยปฐมพยาบาลที่วัดมาแล้ว ขณะที่เด็กชายมักวิ่งเล่นอยู่ภายในวัด และมีชาวบ้านคอยให้ความช่วยเหลือเรื่องอาหารและเงินตามกำลัง

ตำรวจเตรียมตรวจสารเสพติดและดำเนินคดี

หลังควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ ตำรวจเตรียมนำตัวไปตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด รวมถึงสอบปากคำเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ แรงจูงใจ และที่มาของมีดที่ใช้ก่อเหตุ โดยจะพิจารณาดำเนินคดีตามพฤติการณ์และพยานหลักฐานที่พบ การตรวจสารเสพติดเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าผู้ก่อเหตุอยู่ในภาวะมึนเมาหรือได้รับผลจากสารใดในช่วงเกิดเหตุหรือไม่

ด้านเจ้าของร้านผลไม้ใกล้จุดเกิดเหตุเล่าว่า ทั้งสามคนเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือและขอยืมโทรศัพท์ แต่ร้านไม่มีเงินในโทรศัพท์จึงไม่สามารถให้ยืมได้ ผู้ก่อเหตุยังขอน้ำดื่ม เจ้าของร้านจึงเดินไปหยิบน้ำมาให้ 2 ขวด แต่ระหว่างนั้นชายดังกล่าวกลับเข้าไปภายในบ้านและพยายามรื้อค้นสิ่งของเพื่อหามีด

ต่อมาเจ้าของร้านพบว่าผู้ก่อเหตุใช้มีดจี้คอภรรยาและลูก จึงยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่ามีดเล่มดังกล่าวไม่ใช่มีดจากร้านของตนเอง และยังไม่ทราบว่าผู้ก่อเหตุไปนำมีดมาจากบริเวณใด ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากพยานและตรวจสอบภาพจากพื้นที่โดยรอบ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า เมื่อพบผู้มีอาการคลุ้มคลั่งหรือมีอาวุธ ประชาชนไม่ควรเข้าไปเผชิญหน้าเอง ควรรีบถอยออกจากพื้นที่ หาที่ปลอดภัย และแจ้งตำรวจหรือหน่วยฉุกเฉินให้เข้าดำเนินการ การเจรจาโดยผู้มีประสบการณ์อาจช่วยลดความรุนแรงได้ แต่ทุกขั้นตอนต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกควบคุมตัวและคนรอบข้างเป็นอันดับแรก

เหตุการณ์ผู้การนครบาล 1 สยบพ่อชาวลาวคลั่ง จี้ลูกเมีย จบลงด้วยการช่วยเหลือแม่และเด็กออกมาได้อย่างปลอดภัยในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การดูแลครอบครัวนี้ควรครอบคลุมทั้งการรักษาบาดแผล สุขภาพจิต ความปลอดภัยในครอบครัว และการช่วยเหลือด้านสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก หากพบความรุนแรงในครอบครัว ควรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทันทีและอย่าปล่อยให้ผู้เสียหายต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

ที่มา – เปิดนาทีระทึก ผู้การนครบาล 1 สยบ พ่อชาวลาวคลั่ง มีดจี้ลูก-เมีย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *