ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจทำต่อ

ข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและยุติธรรมไทยล่าสุด! ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจทำต่อ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรมในการอำนวยความยุติธรรม เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนคดีมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. แต่คณะกรรมการเห็นว่าควรให้ตำรวจดำเนินการต่อเพราะพฤติการณ์คดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจทำต่อ ชี้เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 32/2567 มีมติให้ส่งเรื่องทั้ง 3 สำนวนคืนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

การตัดสินใจนี้มาจากการพิจารณาว่า คดีเหล่านี้มีความเกี่ยวพันกันในหลายฐานความผิด บางส่วนอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่บางส่วนไม่อยู่ และมีการขยายผลไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยพฤติการณ์คดีเปลี่ยนไป ทำให้เหมาะสมกว่าที่จะให้พนักงานสอบสวนซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านคดีอาญาดำเนินการ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

รายละเอียด 3 สำนวนคดีที่ ป.ป.ช. ตีกลับ

  • สำนวนที่ 1: ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 593/2566 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ส่งสำนวนคดีอาญาที่ 724/2566 กล่าวหาพันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิสมัย กับพวก ซึ่งต่อมารวมพิจารณากับเรื่องพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ กับพวก
  • สำนวนที่ 2: ตามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 58/2567 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ส่งสำนวนคดีอาญาที่ 391/2566 กล่าวหาพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล กับพวก
  • สำนวนที่ 3: พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล

ทั้ง 3 สำนวนนี้มีความเชื่อมโยงกัน โดยเกี่ยวข้องกับการกระทำที่อาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่ราชการ ป.ป.ช. จึงมองว่าการให้ตำรวจสอบสวนต่อจะช่วยขยายผลได้ครอบคลุมมากกว่า โดยอ้างอิงตามมาตรา 61 วรรคสอง และมาตรา 63 พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 รวมถึงระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลหลักที่ ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจ

เหตุผลสำคัญคือ ลักษณะคดีมีการเปลี่ยนแปลง โดยพนักงานสอบสวนได้สอบสวนบางส่วนไปแล้ว และคดีมีความคืบหน้า หาก ป.ป.ช. รับไปไต่สวนอาจล่าช้า ไม่เกิดประสิทธิภาพ การส่งกลับให้ตำรวจจะช่วยให้สอบสวนขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้รวดเร็ว หากพบความผิดที่อยู่ในขอบอำนาจ ป.ป.ช. เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ก็ให้รายงานกลับมาเพื่อพิจารณาต่อ

พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักในนาม ‘บิ๊กโจ๊ก’ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันที่ได้รับความสนใจจากคดีต่างๆ มานาน ไม่ว่าจะเป็นคดีนาฬิกาหรู คดีบุกรุกบ้านพักคนชราหรือคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในหน้าที่ การตัดสินใจของ ป.ป.ช. ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่าการตรวจสอบคดีใหญ่ๆ จะเน้นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมสูงสุด

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงระบบยุติธรรมไทยที่กำลังปรับตัวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ยึดติดกับขั้นตอนที่อาจทำให้คดียืดเยื้อ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมองว่าการ ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจทำต่อ จะช่วยเร่งรัดให้คดีเดินหน้า และอาจนำไปสู่การคลี่คลายข้อกล่าวหาได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของ ป.ป.ช. ที่ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เหมาะสมรับผิดชอบ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ และข่าวการทุจริตอื่นๆ แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับการตัดสินใจนี้?

ที่มา – ป.ป.ช. ตีกลับ 3สำนวนคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ให้ตำรวจทำต่อ ชี้เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *