ญี่ปุ่น: ฐานเงินหดตัวครั้งแรกในรอบ 18 ปี

ฐานเงินญี่ปุ่นหดตัวครั้งแรกในรอบ 18 ปี หลัง BOJ ถอนมาตรการผ่อนคลาย
ฐานเงินญี่ปุ่นหดตัวครั้งแรกในรอบ 18 ปี ในปี 2568 หลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เริ่มทยอยถอนมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินขนานใหญ่ที่ใช้มาอย่างยาวนาน ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการลดลงของฐานเงินญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไปอีก ท่ามกลางการมุ่งหน้าสู่การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น
การลดลงของฐานเงินนั้น เป็นผลมาจากการที่ BOJ ได้ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งรวมถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์จำนวนมหาศาล การใช้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นติดลบ และการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หลังจากที่ BOJ ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นใกล้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนแล้ว
หลังจากนั้น BOJ ได้เริ่มชะลอการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) และยุติโครงการสนับสนุนเงินทุนที่ออกแบบมาเพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบเริ่มหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลบ่งชี้ว่า ยอดเฉลี่ยของฐานเงินญี่ปุ่นในปี 2568 ลดลง 4.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นับเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงที่ BOJ เริ่มต้นวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน ยอดเฉลี่ยของฐานเงินในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 594.19 ล้านล้านเยน ลดลง 9.8% จากปีก่อนหน้า และลดลงต่ำกว่าระดับ 600 ล้านล้านเยนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2563
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ฐานเงินของญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะลดลงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เนื่องจาก BOJ ยังคงเดินหน้าลดการซื้อพันธบัตรและทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ BOJ ติดต่อกันมาเกือบ 4 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นมาอยู่ที่ 0.75% จาก 0.5% ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ได้ออกมากล่าวว่า ธนาคารกลางมีความพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นไปตามที่ได้ประเมินไว้
ผลกระทบของการหดตัวของฐานเงินญี่ปุ่น
การหดตัวของฐานเงินญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:
- ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น: การลดปริมาณเงินในระบบอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือนเพิ่มขึ้น
- การชะลอตัวของการลงทุน: ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนและการขยายกิจการ
- ความผันผวนของค่าเงินเยน: การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของ BOJ อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินเยน ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- ผลกระทบต่อตลาดหุ้น: การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงของการหดตัวของฐานเงินญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่น
สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนโยบายการเงินของญี่ปุ่น หลังจากที่ดำเนินมาตรการผ่อนคลายมาเป็นเวลานาน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งความท้าทายและความไม่แน่นอนต่างๆ แต่ก็อาจเป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาวได้เช่นกัน
ที่มา – ฐานเงินญี่ปุ่นหดตัวครั้งแรกในรอบ 18 ปี หลัง BOJ ถอนมาตรการผ่อนคลาย