เนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีมตามแผน CEO ใหม่

เนสท์เล่ (Nestlé) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ กำลังเร่งรัดแผนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีมส่วนที่เหลือ เพื่อให้บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้นตามวิสัยทัศน์ของฟิลิปป์ นาฟราทิล CEO คนใหม่ ล่าสุดในวันนี้ (19 ก.พ. 2569) บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ที่เติบโตเกินคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
เนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีม
ปัจจุบัน เนสท์เล่กำลังเจรจาขายธุรกิจไอศกรีมในภูมิภาคเอเชีย แคนาดา และบางส่วนของลาตินอเมริกา ให้กับบริษัทโฟรเนรี (Froneri) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ดังอย่างฮาเก้น-ดาส (Haagen-Dazs) การเจรจาอยู่ในขั้นพิจารณารายละเอียดสุดท้าย โดยหลังจากการขาย เนสท์เล่จะโฟกัสไปที่ธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ กาแฟ ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง โภชนาการ และอาหารว่าง
- ธุรกิจไอศกรีมในเอเชีย: รวมแบรนด์ยอดนิยมในตลาดเกิดใหม่
- แคนาดา: ตลาดไอศกรีมที่มีการแข่งขันสูง
- ลาตินอเมริกา: ส่วนที่เหลือหลังขายบางส่วนไปก่อนหน้า
โฟรเนรีเป็นบริษัทร่วมทุนที่เนสท์เล่ตั้งขึ้นกับ PAI Partners บริษัทเอกชนจากยุโรป โดยเนสท์เล่ถือหุ้น 50% และมีมูลค่ากิจการรวมหนี้สินประมาณ 1.5 หมื่นล้านยูโร (ข้อมูลจากเดือนต.ค. 2568) หลังจากที่โกลด์แมน แซคส์และกองทุน ADIA เข้ามาลงทุน
“เรากำลังเร่งเครื่องการทำงานด้วยองค์กรที่เพรียวบางและเน้นผลลัพธ์มากขึ้น ซึ่งเป็นการปูทางสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และปีต่อ ๆ ไป” – ฟิลิปป์ นาฟราทิล CEO เนสท์เล่
ก่อนหน้านี้ นาฟราทิลประกาศแผนลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนก.ย. 2568 เพื่อรับมือกับปัจจัยลบ เช่น กำแพงภาษีสหรัฐฯ ความผันผวนค่าเงิน และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง
ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 สดใสเกินคาด
แม้จะมีแผนปรับโครงสร้าง แต่ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568) ของเนสท์เล่ยังคงแข็งแกร่ง โดยยอดขายหลัก (Organic Sales) ไม่รวมผลกระทบค่าเงินและ M&A เติบโต 4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 3.4% แรงหนุนหลักมาจากการปรับราคาสินค้า 2.8% และปริมาณขายจริง (RIG) ที่เพิ่มขึ้น 1.3% (ดีกว่าคาด 0.9%)
นอกจากนี้ หนี้สินสุทธิลดลงเหลือ 51,400 ล้านฟรังก์สวิส จาก 60,000 ล้านฟรังก์สวิสในเดือนมิ.ย. 2568 благодаряกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง บอร์ดบริหารยังเสนอเพิ่มเงินปันผลเป็น 3.10 ฟรังก์สวิสต่อหุ้น จากเดิม
แผนธุรกิจปี 2569 และการปรับโครงสร้างเพิ่มเติม
สำหรับปี 2569 เนสท์เล่ตั้งเป้ายอดขายหลักเติบโต 3-4% อัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงกว่า 16.1% ของปีก่อน และปริมาณขายเติบโตดีกว่า 0.8% ในปี 2568 นอกจากเนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีมแล้ว บริษัทยังสรุปกลยุทธ์ธุรกิจวิตามินและอาหารเสริมในตลาดแมสและราคาประหยัด โดยเตรียมเจรจากับผู้ซื้อ
ธุรกิจน้ำดื่มจะแยกออกจากงบการเงินรวมตั้งแต่ปี 2570 และเริ่มคุยกับพันธมิตรตั้งแต่ไตรมาส 1 แล้ว แม้นักวิเคราะห์คาดว่าธุรกิจอาหารแช่แข็งในสหรัฐฯ อาจถูกขายถัดไป แต่ CEO ยืนยันว่าจะเก็บไว้เพราะสร้างกำไรและเงินสดได้ดี
เนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีม ส่งผลดีต่อนักลงทุนอย่างไร
การตัดสินใจเนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีมนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ divestment ที่ชาญฉลาดในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม เนสท์เล่จะสามารถจัดสรรทรัพยากรไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น Nespresso, Purina Petcare และ Nesquik ซึ่งเติบโตต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าหุ้นในระยะยาว
จากกราฟหุ้นที่แนบมา แสดงให้เห็นว่าราคาหุ้นเนสท์เล่ปรับตัวดีขึ้นหลังประกาศผลประกอบการ สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาด หากคุณเป็นนักลงทุน สิ่งนี้เป็นโอกาสที่น่าสนใจในการติดตาม
โดยรวมแล้ว แผนของ CEO ใหม่กำลังผลักดันเนสท์เล่สู่การเป็นองค์กรที่คล่องตัวและยั่งยืนมากขึ้น ในที่สุด การปรับโครงสร้างนี้น่าจะสร้างประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นและผู้บริโภค หากสนใจข่าวการเงินและกลยุทธ์ธุรกิจเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!
ที่มา – เนสท์เล่เดินหน้าขายธุรกิจไอศกรีม มุ่งปรับองค์กรคล่องตัวขึ้นตามแผน CEO ใหม่