เจ้าของแมนยูชี้ไม่ต้องเน้นผลงานก็สำเร็จด้านธุรกิจได้
เจ้าของแมนยูชี้ไม่ต้องเน้นผลงานก็สำเร็จด้านธุรกิจได้ หลัง อัฟราม เกลเซอร์ เจ้าของร่วมสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความคิดเห็นว่า ความสำเร็จของทีมฟุตบอลในมุมธุรกิจอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันหรือจำนวนถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีฐานแฟนบอลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
อัฟราม เกลเซอร์ วัย 66 ปี พร้อมตระกูลเกลเซอร์เผชิญเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2005 แฟนบอลจำนวนมากมองว่าการบริหารทีมควรให้ความสำคัญกับผลงานในสนาม การเสริมทัพ และการคว้าแชมป์มากกว่าการสร้างรายได้หรือเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
เจ้าของแมนยูชี้ไม่ต้องเน้นผลงานก็สำเร็จด้านธุรกิจได้
ระหว่างการปรากฏตัวในงานประชุมด้านการลงทุนกีฬา ซึ่งจัดขึ้นโดยดอยช์แบงก์ในกรุงลอนดอน อัฟราม เกลเซอร์กล่าวถึงมูลค่าของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคว้าถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว เขามองว่าสโมสรมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานผู้ติดตามทั่วโลก และช่องทางสร้างรายได้จำนวนมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้สโมสรยังคงมีมูลค่าสูง แม้ผลงานในสนามจะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของเจ้าของทีมที่มองฟุตบอลเป็นธุรกิจระดับโลก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีรายได้จากหลายส่วน เช่น ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ สินค้าที่ระลึก บัตรเข้าชมการแข่งขัน และกิจกรรมทางการตลาดในต่างประเทศ ดังนั้น แม้ทีมจะไม่ได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในทุกฤดูกาล แต่ชื่อเสียงของสโมสรยังสามารถดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจและแฟนบอลหน้าใหม่ได้
เจ้าของแมนยูชี้ไม่ต้องเน้นผลงานก็สำเร็จด้านธุรกิจได้ แต่แฟนบอลคิดต่าง
อัฟรามยกตัวอย่าง นิวยอร์ก แยงกีส์ ทีมเบสบอลชื่อดัง และดัลลัส คาวบอยส์ ทีมอเมริกันฟุตบอลระดับแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ทั้งสองทีมยังคงเป็นแบรนด์กีฬาระดับโลก แม้บางช่วงเวลาจะไม่ได้คว้าแชมป์มาเป็นเวลานาน เขาจึงเชื่อว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็สามารถรักษามูลค่าทางธุรกิจได้ในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม มุมมองของเจ้าของทีมอาจแตกต่างจากความรู้สึกของแฟนบอลอย่างชัดเจน สำหรับผู้สนับสนุนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผลงานในสนามคือหัวใจสำคัญของสโมสร แฟนบอลต้องการเห็นทีมแข่งขันด้วยความมุ่งมั่น มีนักเตะคุณภาพ และกลับมาอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์อีกครั้ง พวกเขาเชื่อว่ารายได้และมูลค่าของทีมควรเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาทีมฟุตบอล ไม่ใช่เป้าหมายที่แยกออกจากความสำเร็จในสนาม
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบปัญหาความไม่แน่นอนทั้งเรื่องผลงาน การเปลี่ยนผู้จัดการทีม และการวางแผนเสริมทัพ ผลการแข่งขันที่ไม่สม่ำเสมอส่งผลต่อความเชื่อมั่นของแฟนบอล รวมถึงสร้างคำถามเกี่ยวกับทิศทางการบริหารสโมสร แม้ทีมจะยังมีรายได้และมูลค่าทางการตลาดสูง แต่แฟนบอลจำนวนมากต้องการเห็นการลงทุนที่ช่วยยกระดับทีมอย่างจริงจัง
เหตุผลที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดยังมีมูลค่าสูง
นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเรอัล มาดริดและบาร์เซโลนา ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ที่สโมสรสร้างขึ้นมาเป็นเวลานาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมีประวัติศาสตร์ยาวนาน ความสำเร็จในอดีต และนักเตะระดับตำนานที่ช่วยสร้างความผูกพันกับแฟนบอลหลายรุ่น
- ฐานแฟนบอลครอบคลุมหลายทวีปและมีผู้ติดตามจำนวนมากบนสื่อสังคมออนไลน์
- สโมสรมีรายได้จากผู้สนับสนุนและพันธมิตรทางธุรกิจระดับนานาชาติ
- สินค้าที่ระลึกของทีมได้รับความนิยมทั้งในอังกฤษและต่างประเทศ
- ประวัติศาสตร์และชื่อเสียงช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดแม้ผลงานบางฤดูกาลตกลง
- พรีเมียร์ลีกยังเป็นลีกฟุตบอลที่มีผู้ชมและผู้สนับสนุนจากทั่วโลก
เหตุผลเหล่านี้ทำให้เจ้าของทีมเชื่อว่าสโมสรยังสามารถทำเงินได้ แม้ต้องเผชิญช่วงเวลาที่ผลงานไม่ดี อัฟราม เกลเซอร์ยังกล่าวในทำนองว่า ผลงานในสนามไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งที่ผู้บริหารสามารถทำได้ในด้านธุรกิจ คำพูดนี้จึงสะท้อนความมั่นใจในศักยภาพของแบรนด์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างมาก
ธุรกิจกับความสำเร็จในสนามต้องเดินไปด้วยกัน
แม้ตัวเลขทางธุรกิจจะมีความสำคัญ แต่ฟุตบอลไม่ใช่ธุรกิจทั่วไปที่วัดผลด้วยรายได้เพียงอย่างเดียว ความสำเร็จในสนามช่วยสร้างความสุขให้แฟนบอล เพิ่มความสนใจจากผู้ชม และทำให้สโมสรมีภาพลักษณ์ที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว เมื่อทีมคว้าชัยชนะและประสบความสำเร็จ แฟนบอลมักมีแนวโน้มซื้อเสื้อ ชมการแข่งขัน และสนับสนุนสินค้าของสโมสรมากขึ้น
ในทางกลับกัน หากสโมสรให้ความสำคัญกับรายได้มากเกินไป แต่ละเลยคุณภาพของทีมฟุตบอล ความสัมพันธ์กับแฟนบอลอาจถดถอยได้ ความไม่พอใจที่สะสมอาจนำไปสู่การประท้วง การลดการสนับสนุนสินค้า หรือการตั้งคำถามต่อเจ้าของทีม นั่นหมายความว่าความสำเร็จทางธุรกิจและผลงานในสนามควรสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่แยกขาดจากกัน
สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ความท้าทายของผู้บริหารคือการรักษาจุดแข็งของแบรนด์ พร้อมกับสร้างทีมที่สามารถแข่งขันในระดับสูงได้ สโมสรจำเป็นต้องวางแผนระยะยาว ตั้งแต่การพัฒนาเยาวชน การเลือกผู้จัดการทีม การเสริมผู้เล่นที่เหมาะสม ไปจนถึงการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ หากทำได้สำเร็จ รายได้และผลงานก็จะเติบโตไปพร้อมกัน
ประเด็นที่ เจ้าของแมนยูชี้ไม่ต้องเน้นผลงานก็สำเร็จด้านธุรกิจได้ จึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจ แต่ยังคงเป็นเรื่องที่แฟนบอลอาจไม่เห็นด้วยทั้งหมด ในฐานะผู้ติดตามทีม ฟุตบอลควรมีทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจ และความหวังในการคว้าชัยชนะ ธุรกิจที่แข็งแกร่งอาจช่วยให้สโมสรเดินหน้าได้ แต่ความสำเร็จในสนามยังเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนบอลรู้สึกผูกพันกับทีมอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดควรหาสมดุลระหว่างการสร้างรายได้กับการลงทุนเพื่อความสำเร็จของทีม หากผู้บริหารสามารถเปลี่ยนศักยภาพทางธุรกิจให้เป็นแผนงานฟุตบอลที่ชัดเจนได้ สโมสรจะมีโอกาสกลับมายิ่งใหญ่ทั้งในสนามและนอกสนาม ความเห็นส่วนตัวคือ แบรนด์ที่แข็งแกร่งช่วยพยุงสโมสรในวันที่ผลงานตกต่ำได้ แต่การคว้าแชมป์และการเล่นที่น่าประทับใจยังเป็นพลังสำคัญที่สุดในการรักษาศรัทธาของแฟนบอล
ที่มา – เจ้าของ แมนยู ชี้ทีมไม่จำเป็นต้องเน้นผลงานในสนามก็ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจได้