อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้า จ่อยกเลิกกำแพงภาษี
อินโดนีเซียและสหภาพยุโรป (EU) ประกาศความสำเร็จในการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) อย่างเป็นทางการ ปิดฉากการเจรจาที่ยาวนานถึง 9 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุนระหว่างสองฝ่าย ข่าวดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาค
ภายใต้ความตกลงนี้ อินโดนีเซียจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจาก EU ถึง 98.5% ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้สินค้าอย่างรถยนต์ นมผง ชีส และช็อกโกแลต เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น EU คาดการณ์ว่าจะช่วยให้ผู้ส่งออกประหยัดภาษีได้ถึงปีละ 600 ล้านยูโร (707.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) การยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่นี้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียอย่างแน่นอน
ขณะที่ฝั่งอินโดนีเซียจะได้รับประโยชน์จากการที่สินค้า 90% สามารถส่งออกไปยังตลาดยุโรปได้โดยปลอดภาษี กระทรวงเศรษฐกิจอินโดนีเซียคาดว่าจะช่วยหนุนการส่งออกสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ และสิ่งทอได้อย่างมหาศาล นี่เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการชาวอินโดนีเซียที่จะขยายตลาดไปยังยุโรป
แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินการตรวจสอบถ้อยคำทางกฎหมายและกระบวนการให้สัตยาบันต่อไป
นอกจากนี้ ความตกลงดังกล่าวยังมุ่งสร้างความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญอย่างนิกเกิลและโคบอลต์ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอินโดนีเซียกำลังเจรจากับค่ายรถยุโรปอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อตกลงนี้จะช่วยขจัดกำแพงภาษีให้น้ำมันปาล์มซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่สมาคมน้ำมันปาล์มแห่งอินโดนีเซีย (GAPKI) ยังคงแสดงความกังวลต่ออุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี นั่นคือ กฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ปลายปีนี้ และกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าหลังปี 2563 ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ลดทอนประโยชน์ของความตกลงการค้าฉบับนี้ได้
อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจา 9 ปี จ่อยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่
การทำข้อตกลง อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจา 9 ปี จ่อยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซียและสหภาพยุโรป ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ สำหรับทั้งสองฝ่าย
รายละเอียดการยกเลิกกำแพงภาษี
การยกเลิกกำแพงภาษีภายใต้ข้อตกลง CEPA จะครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย
- สินค้านำเข้าจาก EU ที่จะได้รับการยกเว้นภาษี: รถยนต์, นมผง, ชีส, ช็อกโกแลต
- สินค้าส่งออกจากอินโดนีเซียที่จะได้รับการยกเว้นภาษี: น้ำมันปาล์ม, กาแฟ, สิ่งทอ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การ อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจา 9 ปี จ่อยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่ ยังเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อการค้าโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยและสงครามการค้า
สำหรับผู้ประกอบการไทย การติดตามความเคลื่อนไหวของข้อตกลงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดโลกได้ ควรรศึกษาข้อดีข้อเสียของข้อตกลงนี้ และปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
โดยสรุปแล้ว ข้อตกลง อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจา 9 ปี จ่อยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่ เป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจของทั้งอินโดนีเซียและสหภาพยุโรป แต่ก็ยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าบางประเภท
ที่มา – อินโดฯ-อียู ปิดดีลการค้าครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจา 9 ปี จ่อยกเลิกกำแพงภาษีครั้งใหญ่