สะพัด! องคมนตรีตีกลับ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา
มีข่าวสะพัด สำนักองคมนตรี ตีกลับ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เหตุไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอ โดยมีประเด็นข้อขัดแย้งว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ และกฤษฎีกาแย้งว่าไม่มีอำนาจดำเนินการ
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า หลังจากที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา
ปรากฏว่าในวันนี้ (3 กันยายน) สำนักองคมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลั่นกรองหนังสือ และถวายความเห็นประกอบการกราบบังคมทูล เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกา กลับมายังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)
โดยในหนังสือนำส่งกลับคืนมาได้ระบุว่า การกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอเพื่อขอพระมหากรุณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้งว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำความเห็นประกอบว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ได้ จึงไม่สามารถกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำรายงานให้นายภูมิธรรม ในฐานะผู้กราบบังคมทูล ทราบแล้ว โดยได้นำเสนอหนังสือของสำนักองคมนตรีไปให้ทราบด้วย
สะพัด สำนักองคมนตรี ตีกลับ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา
เรื่องราวการตีกลับร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นไปของรัฐบาลรักษาการ และอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ การที่สำนักองคมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการกลั่นกรองและให้ความเห็น ได้ส่งคืนร่างดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นถึงความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ความเห็นนี้มีน้ำหนักและความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่รัฐบาล การที่กฤษฎีกาให้ความเห็นเช่นนี้ ย่อมทำให้การดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
ทำไมเรื่อง สะพัด สำนักองคมนตรี ตีกลับ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถึงสำคัญ?
การที่สำนักองคมนตรีตีกลับร่าง พ.ร.ฎ. ยุบสภาฯ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง การยุบสภาเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมาย หากกระบวนการไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ปัญหาและความขัดแย้งที่มากขึ้นในอนาคตได้
นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบซึ่งกันและกันระหว่างองค์กรต่างๆ ในระบบการเมือง การที่สำนักองคมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เป็นการช่วยรักษากฎหมายและความถูกต้องเป็นธรรมในสังคม
สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลรักษาการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว การที่สะพัด สำนักองคมนตรี ตีกลับ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา จึงเป็นเหตุการณ์ที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับรัฐบาลและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่า การดำเนินการใดๆ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด การละเลยหรือไม่ใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาและความขัดแย้งที่แก้ไขได้ยาก และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม
การตีกลับร่าง พ.ร.ฎ. ยุบสภาในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษากฎหมายและความถูกต้องเป็นธรรม และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบและโปร่งใส เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ
ที่มา – สะพัด สำนักองคมนตรี ตีกลับ ร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา เหตุไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอ