สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร

สหรัฐอเมริกาเตรียมพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์และเครื่องจักรอุตสาหกรรม หลังจากการเปิดสอบสวนด้านความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน หากมีการปรับขึ้นภาษีจริง จะกระทบต่อต้นทุนและราคาสินค้าในตลาดโลกอย่างไร? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงประเด็นดังกล่าว

สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE), ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์, หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม การสอบสวนนี้อ้างอิงตามมาตรา 232 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่มดังกล่าว

การสอบสวนนี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่หน้ากากอนามัย, เข็มฉีดยา, เครื่องปั๊มสารน้ำ, หุ่นยนต์ ไปจนถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบกลไกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และเครื่องปั๊มอัดขึ้นรูปอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในภาคการผลิตต่างๆ หาก สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร จริง จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อะไรคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการทราบ?

ในการสอบสวนครั้งนี้ บริษัทต่างๆ จะต้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับการคาดการณ์ความต้องการใช้หุ่นยนต์และเครื่องจักรอุตสาหกรรม, ความสามารถในการผลิตภายในประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการ, และบทบาทของห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศที่มีต่อความต้องการในสหรัฐฯ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการคาดการณ์ความต้องการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์, ความสามารถของการผลิตภายในประเทศ, และบทบาทของห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างจีน รวมถึงผลกระทบจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลต่างชาติและแนวทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

มาตรการภาษีที่อาจเกิดขึ้นจากการสอบสวนนี้ อาจครอบคลุมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หน้ากากผ่าตัด, หน้ากาก N95, ถุงมือ, เสื้อกาวน์, ถุงน้ำเกลือ, ผ้าก๊อซ/ผ้าพันแผล, ไหมเย็บแผล, รถเข็นผู้ป่วย, ไม้ค้ำยัน และเตียงในโรงพยาบาล อุปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพ หาก สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของผู้ป่วยอย่างแน่นอน

ขอบเขตของการสอบสวนยังรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ, เครื่องปั๊มอินซูลิน, ขดลวดหัวใจ, ลิ้นหัวใจ, เครื่องช่วยฟัง, อวัยวะเทียม, เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด, เครื่องมือจัดกระดูก, เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) และเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

ในส่วนของยา (รวมถึงยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์) และโดรน จะถูกสอบสวนแยกตามมาตรา 232

การสอบสวนด้านหุ่นยนต์ยังรวมถึงเครื่องจักรกลสำหรับตัด, เชื่อม, และจัดการชิ้นงาน, เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อหรือหม้อนึ่งแรงดัน, และเตาอบอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องมือและเครื่องจักรสำหรับการตัดด้วยเลเซอร์และน้ำ

สหรัฐฯ ยังได้เปิดการสอบสวนเกี่ยวกับผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติจากการนำเข้าสินค้าอื่นๆ อีกหลายรายการ เช่น กังหันลม, เครื่องบิน, เซมิคอนดักเตอร์, รถบรรทุกขนาดใหญ่, โพลีซิลิคอน, ทองแดง, ไม้แปรรูป และแร่ธาตุสำคัญ

การตัดสินใจของ สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยเองก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีอุปกรณ์การแพทย์-เครื่องจักร หลังเปิดสอบสวนด้านความมั่นคง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *