สหรัฐฯ ลดงบ Medicare 36% ยาแพง 15 รายการ
สหรัฐฯ หั่นงบ Medicare ลง 36% สำหรับยาแพง 15 รายการ
โครงการประกันสุขภาพเมดิแคร์ (Medicare) ของสหรัฐฯ ประกาศว่า การเจรจาต่อรองราคายาต้นทุนสูง 15 รายการ ช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 36% เมื่อเทียบกับรายจ่ายรายปีในช่วงที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่าต้นทุนยาสุทธิราว 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การลดสหรัฐฯ หั่นงบ Medicare ลง 36% สำหรับยาแพง 15 รายการ ถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยจำนวนมาก
ราคาใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2570 โดยมีรายการยาที่สำคัญ เช่น Semaglutide กลุ่ม GLP-1 ของบริษัทโนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) ซึ่งเป็นยาลดน้ำหนัก Wegovy และยารักษาเบาหวาน Ozempic โดยราคายา Semaglutide จะลดลงเหลือ 274 ดอลลาร์ต่อเดือน
จากบทวิเคราะห์ในวารสาร Journal of Managed Care and Specialty Pharmacy พบว่า ราคาสุทธิของยา Ozempic ในระบบเมดิแคร์เดิมอยู่ที่ 428 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่เมดิแคร์ระบุราคาตั้งต้นก่อนหักส่วนลดอยู่ที่ 959 ดอลลาร์ต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงส่วนต่างของราคาที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการเจรจา
เมดิแคร์ระบุว่า หากอิงตามราคาตั้งต้นที่ไม่หักส่วนลด ยาทั้ง 15 รายการนี้มีราคาลดลงตั้งแต่ 38% ถึง 85% เลยทีเดียว
กลุ่มยาที่ราคาลดลงมากที่สุดในครั้งนี้ ได้แก่ ยารักษาลูคีเมีย Calquence ของแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca), ยารักษาโรคปอด Ofev ของเบอริงเกอร์ (Boehringer) และยารักษามะเร็งเต้านม Ibrance ของไฟเซอร์ (Pfizer) โดยราคาประเมินสุทธิลดลงรายการละกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ
การเจรจาราคานี้เป็นผลมาจากกฎหมายลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act – IRA) ปี 2565 ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งปลดล็อกข้อกฎหมายเดิมที่ห้ามเมดิแคร์ต่อรองราคากับบริษัทยา การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สหรัฐฯ หั่นงบ Medicare ลง 36% สำหรับยาแพง 15 รายการเป็นไปได้
โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประเมินว่า ยอดประหยัดงบประมาณ 36% ในปี 2570 นี้นับว่าสูงกว่าการเจรจารอบแรกเมื่อปีก่อน (สำหรับยา 10 รายการ) ที่ทำยอดประหยัดสุทธิได้ 22% นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของโครงการ
ศาสตราจารย์วิลเลียม พาดูลา จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า “วิธีการทำงานของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น” และเสริมว่ายารุ่นใหม่ชุดนี้อาจมี “ช่องว่างให้ต่อรอง” ได้มากกว่าด้วย
ยาอื่นๆ ที่อยู่ในโผเจรจารอบนี้ ได้แก่ Trelegy Ellipta ยาพ่นหอบหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ของจีเอสเค (GSK) โดยราคาใหม่อยู่ที่ 175 ดอลลาร์ (จากราคาตั้งต้น 654 ดอลลาร์) และ Linzess ยารักษาลำไส้แปรปรวนของแอ๊บวี่ (AbbVie) ราคาใหม่ลดเหลือ 136 ดอลลาร์ จากเดิม 539 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ระบุว่าจะมีการนำราคาใหม่นี้ไปเทียบกับราคาที่ประเทศรายได้สูงอื่นๆ เจรจาได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยผลักดัน หรือที่เรียกว่าการกำหนดราคาแบบ “ชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง” (Most-Favored-Nation หรือ MFN)
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยาออกมาคัดค้านเรื่องนี้ โดยอเล็กซ์ ชไรเวอร์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรม PhRMA กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็น IRA หรือ MFN การให้รัฐบาลกำหนดราคายาเป็นนโยบายที่ผิดพลาดสำหรับอเมริกา”
“ราคาเหล่านี้จะต่ำกว่าราคาสุทธิในปัจจุบัน และช่วยประหยัดงบประมาณได้จริง” ฌอน ซัลลิแวน ศาสตราจารย์ด้านเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าว พร้อมเสริมว่า “ผู้จ่ายเงินรายอื่นก็เห็นราคาเหล่านี้ แล้วอะไรจะกันท่าไม่ให้รายอื่นขอลดราคาจากผู้ผลิตบ้าง”
กฎหมาย IRA กำหนดให้เมดิแคร์พิจารณาปัจจัยหลายด้านเพื่อกำหนดราคา เช่น ข้อมูลจากผู้ผลิตและทางเลือกในการรักษา แต่กฎหมายไม่ได้ระบุให้ต้องนำราคาในต่างประเทศมาพิจารณา ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามานาน และใช้การเจรจาราคาแบบรวมศูนย์
อนึ่ง การเจรจาราคายารอบถัดไปของเมดิแคร์จะเริ่มขึ้นในเดือนก.พ. โดยเพิ่มยาอีก 15 รายการ ครอบคลุมทั้งยาที่สั่งจ่ายทั่วไปและยาที่ใช้ในโรงพยาบาล
ผลกระทบต่อผู้ป่วยจาก สหรัฐฯ หั่นงบ Medicare ลง 36% สำหรับยาแพง 15 รายการ
การที่สหรัฐฯ หั่นงบ Medicare ลง 36% สำหรับยาแพง 15 รายการนี้ จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ เนื่องจากจะสามารถเข้าถึงยาได้ในราคาที่ถูกลง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวม
การลดงบประมาณครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการควบคุมราคายา และทำให้ยาจำเป็นเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาในระยะยาวอย่างไรบ้าง