สภาวุ่น! ญัตติ เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ
สภาวุ่น วัดพลังยกแรกกลางสภา ‘ภท.-พท.’ ในญัตติ เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ ขึ้นมาก่อน ‘จุลพันธ์’ เผลอเรียกพรรคตัวเองว่า ฝ่ายค้าน
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 กลายเป็นเวทีวัดพลังทางการเมืองขนาดย่อม เมื่อญัตติเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ สส. ต่างฝ่ายต่างงัดข้อโต้แย้งกันอย่างดุเดือด
โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่นไปด้วยความเห็นต่าง
จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายอยู่ที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติให้เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ ตามมาตรา 159 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากนายวัชรพล ขาวขำ สส.พรรคเพื่อไทย ที่อ้างถึงความสำคัญของระเบียบวาระอื่น ๆ และต้องการเวลาให้สมาชิกได้พิจารณาอย่างรอบคอบ
ประธานสภาฯ จึงเปิดให้มีการลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ หรือจะดำเนินการตามระเบียบวาระเดิม
ระหว่างการอภิปราย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และ สส.พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเผลอพูดว่า “ทางฝ่ายค้าน” เตรียมพร้อมอภิปรายญัตติของนายวัชรพล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น
สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เช่น นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับญัตติเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ เช่นกัน
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีเสียงสบถที่ไม่เหมาะสมหลุดออกมาจากที่ประชุม อย่างไรก็ตาม ประธานสภาฯ ได้พยายามควบคุมสถานการณ์โดยเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนญัตติ ได้อภิปรายฝ่ายละ 5 คน คนละ 5 นาที เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
สภาวุ่น! ญัตติ เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ
การโต้เถียงเรื่องเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดและผลประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมืองได้อย่างชัดเจน การที่ สส. ต่างฝ่ายต่างออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว บ่งบอกถึงความสำคัญของการตัดสินใจในครั้งนี้ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต
ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ
การพิจารณาญัตติเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ ไม่ใช่แค่เรื่องของกระบวนการทางสภา แต่เป็นการชี้วัดถึงความพร้อมและความสามารถในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาล การตัดสินใจในครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างชาติ หากการดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการพัฒนาประเทศ แต่หากเกิดความวุ่นวายและความขัดแย้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
การที่สภาผู้แทนราษฎรต้องเผชิญกับความท้าทายในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม คือหนทางที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะเลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสภา แต่เป็นเรื่องของทุกคนในประเทศ ที่ต้องร่วมกันติดตามและให้กำลังใจผู้แทนของตน ให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ
ที่มา – สภาวุ่น วัดพลังยกแรก ‘ภท.-พท.’ ในญัตติ เลื่อน-ไม่เลื่อน โหวตนายกฯ ขึ้นมาก่อน