พบผู้ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ เพิ่ม! แนวโน้มสูงขึ้น

สถานการณ์น่ากังวล! กรมควบคุมโรครายงาน พบผู้ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ (Mpox) เพิ่มอีก 5 ราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่ายังคงมีการพบผู้ป่วยรายใหม่ทุกสัปดาห์ แม้ว่าส่วนใหญ่จะรักษาหายได้และอาการไม่รุนแรง แต่ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึง 13 ราย

พบผู้ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ เพิ่ม! แนวโน้มสูงขึ้น

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรค‘ฝีดาษลิง’ โดยกองระบาดวิทยา พบผู้ป่วยรายใหม่ 5 ราย ในสัปดาห์ที่ 34 (17 – 23 สิงหาคม 2568) โดยกระจายอยู่ในจังหวัดชลบุรี (3 ราย), ขอนแก่น และกรุงเทพมหานคร แห่งละ 1 ราย

สำหรับปี พ.ศ. 2568 นี้ มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 61 ราย แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในปีนี้ แต่สถานการณ์โดยรวมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยถึง 933 ราย และมีผู้เสียชีวิต 13 ราย

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า นอกจากนี้ การสัมผัสแนบเนื้อกับผู้ป่วยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ จากข้อมูลยังพบว่าผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งอาจเพิ่งตรวจพบว่าติดเชื้อ หรือทราบอยู่แล้วแต่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำและมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ:

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง

อาการที่ต้องสังเกต หากสงสัยว่าติด ‘ฝีดาษลิง’

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการที่ต้องสังเกตมีดังนี้:

  • มีผื่นหรือตุ่มขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก หรือตามร่างกาย
  • มีประวัติสัมผัสแนบชิด หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยสงสัย หรือผู้ป่วยยืนยันโรค
  • มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต (เช่น บริเวณหลังหู คอ ขาหนีบ)
  • เจ็บคอ คัดจมูก หรือไอ

นายแพทย์ภาณุมาศ ยังกล่าวถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วย‘ฝีดาษลิง’ ว่าจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยมี 2 แนวทางหลัก คือ:

  1. กรณีอาการน้อยหรือไม่รุนแรง: รักษาตามอาการโดยแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) หรือที่โรงพยาบาลหากไม่สามารถแยกกักตัวที่บ้านได้
  2. กรณีเสี่ยงต่อโรครุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน: รักษาด้วยยาต้านไวรัส เทคโควิริแมท (Tecovirimat) เพื่อลดความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อน โดยต้องแยกตัวจากผู้อื่นนานประมาณ 21 วัน หรือจนกว่าผื่นและตุ่มจะตกสะเก็ดและหลุดลอกออกหมด

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เน้นย้ำว่า โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยติดเชื้อ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่รู้จัก และหากมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพทันที

กรมควบคุมโรค ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ควรเฝ้าระวังและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย งดใช้สิ่งของร่วมกัน และสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

สำหรับคลินิกรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขอให้เพิ่มการสื่อสารมาตรการป้องกันโรค‘ฝีดาษลิง’ อย่างสม่ำเสมอ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

การตระหนักถึงความเสี่ยง และการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ‘ฝีดาษลิง’ ในประเทศไทย

ที่มา – พบผู้ป่วย ‘ฝีดาษลิง’ เพิ่มอีก 5 ราย ทุกสัปดาห์มีแนวโน้มสูงขึ้น 3 ปี ตายแล้ว 13 ศพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *