ผู้เสียหายรวมตัวร้อง DSI เอาผิดนักธุรกิจลวงลงทุนคริปโต
ผู้เสียหายรวมตัวร้อง DSI เอาผิดนักธุรกิจลวงลงทุนคริปโต สูญเงินรวมกว่า 1,386 ล้านบาทจากผู้เสียหายกว่า 1,000 ราย เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการลงทุนดิจิทัลในไทย ล่าสุดกลุ่มผู้เสียหายนำโดยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ได้รวมตัวยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเร่งรัดคดีและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ผู้เสียหายรวมตัวร้อง DSI เอาผิดนักธุรกิจลวงลงทุนคริปโต
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงาน DSI ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้เสียหายถูกนายวรวัฒน์ หรือ “แอ็คมี่” นักธุรกิจชื่อดังที่มีทรัพย์สินหมื่นล้าน ชักชวนลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี โดยโฆษณาว่ามีผลตอบแทนสูง แต่สุดท้ายกลายเป็นการฉ้อโกงครั้งใหญ่ ความเสียหายเบื้องต้นสูงถึง 1,386 ล้านบาท จากผู้เสียหาย 1,000 ราย ซึ่งหลายคนทุ่มเงินหมดตัวเพราะหลงเชื่อภาพลักษณ์ที่สร้างไว้อย่างแนบเนียน
นายแทนคุณ เปิดเผยหลังยื่นหนังสือต่อ น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ ว่า DSI ได้รับปากว่าจะกำกับติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด หลังจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โอนสำนวนมาให้แล้ว เพราะเข้าข่ายคดีพิเศษตามกฎหมาย แม้ผู้ต้องหาหลักจะหลบหนีไปต่างประเทศ แต่ผู้เสียหายยังมีความหวังในกระบวนการยุติธรรม
ผู้เสียหายรวมตัวร้อง DSI จี้ 3 ประเด็นสำคัญ
ผู้เสียหายได้ยื่น 3 ประเด็นหลักเพื่อให้ DSI ดำเนินการ โดยใช้หลักฐานเส้นทางการเงินที่ชัดเจนจากการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่ผู้ต้องหากำหนด นี่คือประเด็นสำคัญ:
- ติดตามตัวผู้ต้องหา: เร่งขอหมายแดงจากตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เพื่อนำตัวนายวรวัฒน์ที่หลบหนีไปดูไบกลับมาดำเนินคดี โดยมีที่อยู่ชัดเจนจากเอกสารฟ้องหมิ่นประมาทในศาล
- ขยายผลถึงคนใกล้ชิดและเครือข่าย: สอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงดาราและศิลปินที่มีกระแสข่าวเกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์
- อายัดทรัพย์สิน: เร่งยึดทรัพย์ที่ได้จากอาชญากรรม โดยไม่รอคดีถึงที่สุด เพราะพบการแปรสภาพทรัพย์บางส่วนแล้ว เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสินบน 50 ล้านบาทที่ผู้ต้องหาพยายามมอบให้เจ้าหน้าที่ ปอศ. แต่ถูกปฏิเสธ พร้อมหลักฐานครบถ้วน คดีนี้มีฐานความผิดหลักจาก ก.ล.ต. ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน ความผิดสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และขยายไปถึงฟอกเงิน โดยเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระหลายคดี
บทเรียนจากคดีลวงลงทุนคริปโต: ทำไมหลายคนหลงกล?
นักธุรกิจรายนี้ใช้จิตวิทยาการขายอย่างชาญฉลาด สร้างภาพลักษณ์คนดีด้วยการโพสต์ภาพใกล้ชิดบุคคลสำคัญทั้งในและต่างประเทศ งานช่วยสังคม และผลตอบแทนสูงลิ่ว ทำให้ผู้เสียหายหลายราย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับคริปโต หลงเชื่อและโอนเงินไปเทรดในแพลตฟอร์มของเขา แม้จำนวนผู้เสียหายที่แจ้งความจะไม่ครบ 1,000 ราย แต่ยอดรวมผู้ลงทุนมีถึงตัวเลขนั้นจริง และยังมีผู้เสียหายแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่ทั่วประเทศ
คดีนี้เข้าข่ายคดีพิเศษเพราะมูลค่าความเสียหายสูงและซับซ้อน DSI จะรวบรวมพยานหลักฐานจาก ปอศ. และตำรวจท้องที่ เพื่อสอบสวนต่อ ผู้เสียหายย้ำว่า อย่ามาโทษเหยื่อ เพราะเส้นทางการเงินประชาชนตรวจสอบเองไม่ได้ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐ
ในยุคที่คริปโตเคอร์เรนซีเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลต้องระวังมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อเสียงหลอกลวง ก.ล.ต. และ DSI มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองนักลงทุน คดีนี้จะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้มีเส้นสายมากแค่ไหน
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนคริปโต แนะนำตรวจสอบแพลตฟอร์มกับ ก.ล.ต. ก่อนเสมอ อย่าหลงเชื่อโฆษณาผลตอบแทนสูงผิดปกติ และกระจายความเสี่ยง คดีนี้ยังไม่จบ ผู้เสียหายหวังให้ DSI เร่งดำเนินการเพื่อความยุติธรรม
คำแนะนำจากเรา: หากคุณเคยลงทุนกับแพลตฟอร์มนี้หรือสงสัยว่าถูกหลอก รีบแจ้งความและติดต่อชมรมช่วยเหลือผู้เสียหายทันที เพื่อรวมพลังเรียกร้องสิทธิ์ อย่าปล่อยให้เงินหายไปฟรี!