บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู
วันนี้เรามีข่าวร้อนในวงการตำรวจที่กำลังเป็นกระแสอย่างมาก นั่นคือ บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู อดีตลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 กรณีถูกอดีตลูกน้องคนสนิทเข้าแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยใช้วิธีการ “ตบบ้องหู” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ซึ่งเป็นอดีตลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก ได้เข้าแจ้งความกล่าวหาว่าถูกทำร้ายร่างกายมาก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งนี้ดูเหมือนจะมาจากปัญหาภายในที่สะสมมานาน โดยทั้งสองฝ่ายเคยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในภารกิจปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ ในสมัยที่บิ๊กโจ๊กยังอยู่ในตำแหน่ง
บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู
ในการให้ปากคำครั้งนี้ บิ๊กโจ๊กได้หอบหลักฐานเอกสารต่างๆ มาด้วย ไม่ว่าจะเป็นรายงานทางการแพทย์หรือพยานบุคคล และยังเชิญแพทย์ผู้รักษามาร่วมให้ข้อมูลเพื่อประกอบสำนวนคดี ทำให้การสอบสวนคืบหน้าไปมาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวอย่างมั่นใจหลังให้ปากคำเสร็จว่า เขาได้ชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ที่น่าสนใจคือ เมื่อวันก่อนหน้า (6 พ.ค. 2567) พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ก็ได้เดินทางมาพร้อมทนายความเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีเดียวกันเช่นกัน ส่งผลให้พนักงานสอบสวนมีข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทำให้คดีนี้เริ่มเข้าสู่แทร็กที่ชัดเจนมากขึ้น
พื้นหลังของคดีบิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู
บิ๊กโจ๊ก หรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการตำรวจไทย ด้วยผลงานเด่นในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทวงคืนทรัพย์สินให้ประชาชน และปฏิบัติการชายแดนใต้ เขาเคยเป็นรอง ผบ.ตร. และมีลูกน้องมากมายที่เคารพนับถือ แต่หลังจากเกษียณหรือย้ายตำแหน่ง ก็เกิดความขัดแย้งกับบางคน โดยเฉพาะอดีตลูกน้องที่เคยสนิทสนมอย่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ ซึ่งทั้งคู่เคยทำงานในทีมของเขา
ประเด็น “ตบบ้องหู” นี้ถูกมองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายที่ไม่รุนแรงมาก แต่ก็เป็นข้อหาที่ชัดเจนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท คดีนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่สะท้อนถึงปัญหาความสัมพันธ์ในองค์กรที่อาจนำไปสู่ดราม่ามากกว่านี้
หลักฐานและพยานที่บิ๊กโจ๊กนำมา
ในการให้ปากคำ บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู ครั้งนี้ เขาเตรียมหลักฐานมาอย่างครบถ้วน ดังนี้
- เอกสารทางการแพทย์ที่ยืนยันอาการบาดเจ็บของผู้กล่าวหา
- บันทึกการสนทนาหรือข้อความที่แสดงบริบทของเหตุการณ์
- พยานบุคคลจากทีมงานที่เห็นเหตุการณ์
- คำให้การของแพทย์ผู้ตรวจรักษา
- คลิปวิดีโอหรือภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง (หากมี)
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานสอบสวนพิจารณาว่าเป็นการทำร้ายจริงหรือเป็นการเข้าใจผิดกันเอง
ความขัดแย้งในวงการตำรวจ: บิ๊กโจ๊กกับอดีตลูกน้อง
คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการตำรวจไทย เช่น การแข่งขันภายใน การเมืองในองค์กร และความไม่ลงรอยหลังจากเปลี่ยนผ่านตำแหน่ง บิ๊กโจ๊กเคยเป็นที่รักของประชาชนจากภาพลักษณ์กล้าแสดงกล้าทำ แต่ก็มีคู่กรณีมากมาย เช่น ปมย้าย 112 และคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา
สำหรับ พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ ทั้งคู่เป็นตำรวจรุ่นน้องที่เคยได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเพราะผลงานกับบิ๊กโจ๊ก แต่หลังจากนั้นเกิดความไม่ลงรอยจนนำไปสู่การแจ้งความ คดีนี้อาจจะจบด้วยการไกล่เกลี่ย หรือไปถึงศาลก็ได้ ต้องติดตามต่อไป
จากมุมมองของผู้เขียน คดี บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมตบบ้องหู นี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความสนิทสนมในที่ทำงานสามารถพลิกผันได้อย่างไร โดยเฉพาะในสายงานที่เครียดอย่างตำรวจ สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายควรใช้กระบวนการกฎหมายแก้ปัญหา ไม่ใช่ใช้อารมณ์
คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าบิ๊กโจ๊กจะพ้นมลทินหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดจากวงการข่าวเด่น!
ที่มา – บิ๊กโจ๊ก โผล่ให้ปากคำเพิ่มเติม ปมทำร้ายร่างกาย ‘ตบบ้องหู’ อดีตลูกน้องคนสนิท