นับถอยหลัง ประชุมสุดยอด G20 แอฟริกาใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือ G20 กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ นครโจฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินแอฟริกา อย่างไรก็ตาม เวทีสำคัญนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศคว่ำบาตรไม่เข้าร่วมของสหรัฐอเมริกา การสร้างช่องว่างของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจเปิดโอกาสให้มหาอำนาจอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) และจีน เข้ามามีบทบาทในการกำหนดวาระโลกมากขึ้น ในขณะที่นานาชาติกำลังจับตาว่า ท่ามกลางการขาดหายไปของประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ การประชุมครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อทิศทางของธรรมาภิบาลโลก

G20 คืออะไร และสำคัญแค่ไหน? G20 ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 ภายหลังวิกฤตการณ์การเงินเอเชียเมื่อปี 2540-2541 โดยเริ่มต้นจากการเป็นเวทีอย่างไม่เป็นทางการสำหรับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 กลุ่ม G20 จึงได้ถูกยกระดับเป็นการประชุมระดับประมุขแห่งรัฐ/ผู้นำรัฐบาล

สมาชิกกลุ่ม G20 มี 19 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา รวมถึงผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) และตั้งแต่ปี 2566 สหภาพแอฟริกา (AU) ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกถาวร

G20 ได้รับการยอมรับว่าเป็นเวทีสำคัญให้ประเทศสมาชิกใช้ประสานงานทางเศรษฐกิจและการเงิน มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 85% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของทั้งโลก, 75% ของการค้าโลก และสองในสามของประชากรโลก G20 มีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก แม้จะไม่มีอำนาจบังคับใช้ แต่การตัดสินใจของที่ประชุมมีอิทธิพลต่อวาระขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก (WTO)

นับถอยหลังการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด G20 ครั้งนี้ โดยนำเสนอแนวคิดหลักคือ “Solidarity, Equality, Sustainability” (ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเท่าเทียม ความยั่งยืน) ด้วยความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนวาระของกลุ่มประเทศโลกใต้ สำหรับระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิรูปหนี้สิน ขับเคลื่อนวาระแอฟริกา ผลักดันเศรษฐกิจ สร้างโลกที่ยืดหยุ่น และสร้างอนาคตที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน

การประชุม G20 ครั้งนี้ มีการยืนยันการเข้าร่วมจาก 42 ประเทศและองค์กรในระดับต่าง ๆ โดยนอกเหนือจากประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 แล้ว แอฟริกาใต้ยังได้เชิญอีกหลายประเทศเข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม เดนมาร์ก อียิปต์ ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ไนจีเรีย นอร์เวย์ โปรตุเกส สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเนเธอร์แลนด์ ส่วนสเปนเป็นประเทศรับเชิญถาวร

ขณะเดียวกัน องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด นับถอยหลังการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ ยังมีองค์การสหประชาชาติ (UN), IMF, ธนาคารโลก, WTO, องค์การอนามัยโลก (WHO), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องกับแอฟริกา เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (AFDB), เขตการค้าเสรีภาคพื้นทวีปแอฟริกา (AfCFTA) และประชาคมเศรษฐกิจรัฐแอฟริกากลาง (ECCAS)

ผลพวงจาก ‘เก้าอี้ว่าง’ ของสหรัฐฯ

การประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้กลายเป็นที่จับตา หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศชัดเจนว่า จะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ คนใดเข้าร่วมการประชุมสุดยอดปลายเดือนนี้ ตราบใดที่แอฟริกาใต้ยังคง “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” พร้อมย้ำคำกล่าวอ้างที่ว่า แอฟริกาใต้ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรผิวขาว ทรัมป์ระบุว่าเป็นเรื่องน่าละอาย การขาดหายไปของสหรัฐฯ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าโอกาสที่จะมีการออกแถลงการณ์ผู้นำอาจล้มเหลว

ผลจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ทำให้ประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ ของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์ ถอนตัวจากการประชุมระดับผู้นำเช่นกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ด้วย เพราะตัวเขาถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับฐานรุกรานยูเครน อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่าการที่ทรัมป์ไม่เข้าร่วม อาจจะช่วยลดความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้วาระการประชุมถูกบดบังด้วยความขัดแย้งทางการเมือง

การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่แอฟริกาใต้ กำลังดำเนินไปภายใต้เงาของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา นักวิเคราะห์มองว่า การขาดหายไปของประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ได้เปิดโอกาสสำคัญให้กลุ่มประเทศ Global South โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม BRICS และประเทศจีน ได้เข้ามามีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของวาระโลกมากขึ้น การที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการประชุม G20 โดยปฏิเสธวาระสำคัญของเจ้าภาพ จึงกลายเป็นการสร้างพื้นที่ให้ประเทศอื่น ๆ เข้ามาเติมเต็มบทบาทผู้นำ หนึ่งในนั้นคือ จีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแกนนำสำคัญในกลุ่ม BRICS การที่สหรัฐฯ ขาดหายไปยิ่งส่งเสริมให้จีนสามารถผลักดันวาระเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

การที่สมาชิกหลักอย่างสหรัฐฯ ปฏิเสธการเข้าร่วม G20 ระดับผู้นำครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดเวทีให้แอฟริกาใต้และจีน เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนวาระ Global South อย่างเต็มที่ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่กลุ่ม Global South จะสามารถแสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือระดับโลกยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะไม่มีการนำจากขั้วอำนาจดั้งเดิมก็ตาม

แม้ไทยไม่ได้เป็นประเทศรับเชิญเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ แต่การที่แอฟริกาใต้เชิญประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าร่วม ทำให้ไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนและประเทศกลุ่มโลกใต้ มีโอกาสได้รับผลบวกทางอ้อมจากวาระการประชุม ซึ่งเน้นไปที่ความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม แอฟริกาใต้จะต้องส่งมอบตำแหน่งประธาน G20 ให้สหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G20 ประจำปี 2569 ที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา

นับถอยหลังการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ จึงเป็นมากกว่าเวทีประจำปี แต่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้กลุ่ม Global South ซึ่งมีแอฟริกาใต้และจีนเป็นแกนนำ ได้ผลักดันวาระความเท่าเทียมและการปฏิรูประบบโลกอย่างเต็มที่

ที่มา – In Focus: นับถอยหลังการประชุมสุดยอด G20 ที่แอฟริกาใต้ เมื่อสหรัฐฯ ทิ้งเวที เปิดทาง Global South ผงาด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *