ทักษิณขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป

ทักษิณขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังศาลภาษีอากรกลางนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปเป็นเงินประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยศาลมีกำหนดนัดฟังคำสั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.

ทักษิณขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป

การไต่สวนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินไว้ชั่วคราว ระหว่างที่คดียังอยู่ในการพิจารณา ฝ่ายผู้ร้องกังวลว่า หากทรัพย์สินถูกนำไปขายทอดตลาดก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา และภายหลังเป็นฝ่ายชนะคดี อาจเกิดปัญหาในการเยียวยาความเสียหายที่ตามมา

นายทักษิณขึ้นเบิกความด้วยตนเอง โดยกล่าวถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดหลายรายการ รวมถึงรถยนต์จำนวน 5 คัน ซึ่งในจำนวนนี้มีรถยนต์กันกระสุน 2 คัน รถทั้งสองคันเป็นรถที่สั่งทำเป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยมีเหตุพยายามลอบสังหารหลายครั้ง จึงมองว่ารถดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ทักษิณขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป เพราะเหตุใด

เหตุผลหลักของการยื่นคำร้องคือ ฝ่ายนายทักษิณเห็นว่าทรัพย์สินบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับเงินที่เคยถูกนำส่งหรือจัดเก็บเข้าสู่รัฐแล้ว โดยเฉพาะเงินประมาณ 46,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปและการดำเนินการตามคำพิพากษาก่อนหน้านี้ ฝ่ายผู้ร้องจึงตั้งคำถามว่า หากเป็นเงินได้จากธุรกรรมเดียวกัน เหตุใดจึงมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีกครั้ง

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งประเมินภาษีทันที แต่ต้องการให้ศาลพิจารณาว่ามีเหตุเพียงพอที่จะรักษาทรัพย์สินไว้ก่อนหรือไม่ การคุ้มครองชั่วคราวจึงเป็นมาตรการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินคดี

  • ยอดภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บมีเงินต้นประมาณ 5,800 ล้านบาท
  • เมื่อรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ยอดเรียกร้องอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท
  • มีการอ้างถึงเงินประมาณ 46,000 ล้านบาทที่รัฐเคยได้รับจากการดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ป
  • ทรัพย์สินที่ถูกอายัดมีเงินในบัญชี รถยนต์ และที่ดินกรรมสิทธิ์ร่วม

ฝ่ายทนายยังโต้แย้งว่า คดีปัจจุบันมีประเด็นแตกต่างจากคดีก่อน แม้จะเกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีจากการขายหุ้นเหมือนกัน โดยคดีเดิมมีการพิจารณาเรื่องขั้นตอนและกระบวนการประเมินภาษี เช่น การออกหมายเรียกและการปฏิบัติตามระเบียบของกรมสรรพากร ส่วนคดีนี้ต้องการให้ศาลพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการบังคับชำระหนี้และความเป็นธรรมของการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม

นอกจากเรื่องภาษีแล้ว ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อาจมีการฟ้องล้มละลายในอนาคต หากยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนายทักษิณเห็นว่ายังมีข้อโต้แย้งว่าหนี้ภาษีดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ และยอดหนี้ที่ค้างชำระควรคำนวณอย่างไร จึงต้องการให้ชะลอกระบวนการบางส่วนไว้ก่อน เพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ประเด็นเงิน 46,000 ล้านบาทกับภาษี 17,000 ล้านบาท

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือความเกี่ยวข้องระหว่างเงิน 46,000 ล้านบาทกับภาษี 17,000 ล้านบาท ฝ่ายผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่า หากเงินทั้งสองจำนวนมาจากเงินได้หรือธุรกรรมเดียวกัน การเรียกเก็บเงินซ้ำอาจกระทบต่อหลักความเป็นธรรมทางภาษี จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเงินที่เคยนำส่งรัฐถูกนำไปคำนวณหรือพิจารณาในขั้นตอนการประเมินภาษีแล้วหรือไม่

ทนายความของนายทักษิณยังกล่าวถึงเอกสารและข้อมูลของกรมบัญชีกลางที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินส่งรัฐ โดยเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาว่าเงินก้อนดังกล่าวเป็นเงินก้อนเดียวกับที่กรมสรรพากรนำมาเรียกเก็บภาษีหรือไม่ ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อโต้แย้งของคู่ความ และยังไม่มีคำสั่งสุดท้ายจากศาล

ในการไต่สวน ฝ่ายโจทก์นำอดีตข้าราชการกรมสรรพากรมาเป็นพยาน ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำเจ้าหน้าที่นิติกรของกรมสรรพากรมาเบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนการคืนภาษีและแนวทางการปฏิบัติงาน ระหว่างการเบิกความของพยานฝ่ายอัยการ นายทักษิณขออนุญาตศาลเดินทางกลับเนื่องจากติดภารกิจ และศาลได้อนุญาตตามคำขอ

ศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569

หลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลภาษีอากรกลางกำหนดนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. คำสั่งดังกล่าวจะเป็นเพียงการพิจารณาว่าควรคุ้มครองทรัพย์สินระหว่างดำเนินคดีหรือไม่ ยังไม่ใช่การตัดสินว่าฝ่ายใดชนะหรือแพ้ในคดีหลัก

สำหรับประชาชนทั่วไป คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการแยกประเด็นระหว่างการประเมินภาษี การบังคับชำระหนี้ และการคุ้มครองทรัพย์สินชั่วคราว แต่ละขั้นตอนมีหลักเกณฑ์และผลทางกฎหมายแตกต่างกัน การติดตามคำสั่งของศาลในวันที่ 16 พฤศจิกายนจึงจะช่วยให้เห็นทิศทางของคดีได้ชัดเจนขึ้น

สรุปแล้ว ทักษิณขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดก่อนที่ข้อพิพาทเรื่องภาษีและเงินที่รัฐเคยได้รับจะได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วน ประเด็นนี้ยังอยู่ในกระบวนการศาล ผู้อ่านควรติดตามคำสั่งอย่างเป็นทางการและพิจารณาข้อมูลจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

ที่มา – เปิดคำเบิกความ ‘ทักษิณ’ขอคุ้มครองคดียึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ป ศาลนัดฟัง 16 พ.ย.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *