ทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3

ทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3 เดินหน้าตรวจค้นเป้าหมาย 22 จุด หลังเจ้าหน้าที่พบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชายไทยเป็นผู้รับรองความเป็นบิดาให้บุตรของชาวต่างชาติ รวมถึงการจดทะเบียนสมรสกับหญิงจีน โดยมีรายงานว่าชายไทยบางรายได้รับค่าจ้าง 5,000 บาท เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องเอกสาร ทะเบียนราษฎร ผลตรวจ DNA เส้นทางการเงิน และการถือครองทรัพย์สิน

ทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3 ตรวจค้น 22 จุด

วันที่ 27 ต.ค. 69 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการตรวจสอบขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้บุตรของชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันว่า “ขบวนการพ่อไทยทิพย์” เข้าสู่เฟสที่ 3

ปฏิบัติการครั้งนี้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 22 จุด โดยเจ้าหน้าที่มุ่งตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกับการรับรองบุตร การจดทะเบียนสมรส การได้มาซึ่งบัตรประชาชน ตลอดจนกระบวนการขอสัญชาติไทยของบุคคลที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการดังกล่าวเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากการสืบสวนในเฟส 1 และเฟส 2 ซึ่งพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บุคคลไทยเข้ามาเกี่ยวข้องในเอกสารทางราชการ

ทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3 พบข้อมูลผล DNA ไม่ตรงเอกสาร

หนึ่งในจุดที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจคือบริษัทแห่งหนึ่งในตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับชายชาวจีนรายหนึ่ง จากการสืบสวนพบว่า หญิงชาวจีนชื่อ นางเหยียนฟาง หวัง เดินทางเข้ามาพำนักในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 และมีบุตรร่วมกับนายจาง รวมทั้งหมด 3 คน

เมื่อเจ้าหน้าที่นำข้อมูลทะเบียนราษฎรมาเปรียบเทียบกับผลตรวจพิสูจน์ DNA กลับพบความผิดปกติในเด็กบางราย เด็กคนแรกมีผล DNA ตรงกับนายจาง ซึ่งเป็นบิดาชาวจีนตามข้อมูลที่ตรวจสอบ แต่เด็กคนที่ 2 อายุ 7 ขวบ มีผล DNA ไม่ตรงกับชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในเอกสาร กลับตรงกับนายจางและนางเหยียนฟาง หวัง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบที่มาของเอกสารและขั้นตอนการรับรองบุตรเพิ่มเติม

ชายไทยที่มีชื่อเป็นบิดาในเอกสารของเด็กคนดังกล่าวถือบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง หรือบัตรเลข 8 และมีข้อมูลว่าเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจกับนายจาง ประเด็นนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบว่า บุคคลดังกล่าวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารหรือการรับรองสถานะของเด็กในลักษณะใด รวมถึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยยังต้องรอผลการสอบสวนและพยานหลักฐานตามขั้นตอนกฎหมาย

ส่วนเด็กคนที่ 3 อายุ 3 ขวบ มีสูติบัตรและทะเบียนราษฎรระบุว่ามีบิดาเป็นคนไทย แต่ชายไทยรายดังกล่าวประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และให้ข้อมูลว่าเคยได้รับเงิน 5,000 บาท เพื่อไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน เจ้าหน้าที่จึงอยู่ระหว่างสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อขยายผลไปยังผู้ว่าจ้าง ผู้ประสานงาน และบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว

ประเด็นธุรกิจและนอมินีที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากเรื่องการรับรองบุตรแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบพฤติกรรมทางธุรกิจของนายจาง โดยพบข้อมูลการจัดตั้งบริษัท 2 แห่ง แห่งหนึ่งประกอบธุรกิจรับทำครัว และอีกแห่งประกอบธุรกิจค้าขายสินค้า โดยเริ่มเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 2553 การตรวจค้นจึงไม่ได้มุ่งเฉพาะเอกสารครอบครัวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเอกสารบริษัท บัญชีธนาคาร สัญญาซื้อขาย และหลักฐานการถือครองทรัพย์สิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบว่าบริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่ มีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และมีการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตั้งแต่การรับเงิน การโอนเงินระหว่างบุคคล ไปจนถึงการซื้อที่ดิน บ้าน อาคาร หรือทรัพย์สินอื่นที่อาจเชื่อมโยงกับขบวนการ

  • ตรวจสอบที่มาของบัตรประชาชนและเอกสารทะเบียนราษฎร
  • เปรียบเทียบผลตรวจ DNA กับข้อมูลบิดามารดาในเอกสาร
  • ตรวจสอบการจดทะเบียนสมรสและการรับรองบุตร
  • ติดตามเส้นทางการเงินและเงินค่าจ้างที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบบริษัท ผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง
  • ตรวจสอบการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ

ผลกระทบต่อทะเบียนราษฎรและความมั่นคง

พล.ต.ท.นพศิลป์ ระบุว่า ประเด็นของทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสวมสิทธิ์รับรองบุตรเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านความมั่นคง การได้มาซึ่งสัญชาติ การถือครองที่ดินและทรัพย์สิน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง การตรวจสอบจึงจำเป็นต้องทำอย่างรอบด้านและอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

ข้อมูลจากการสืบสวนย้อนหลังในบางกรณีมีระยะเวลานานถึง 24–25 ปี เด็กที่เคยถูกตรวจสอบเรื่องสถานะหรือการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยบางรายเติบโตจนเข้าศึกษาแพทยศาสตร์ถึงชั้นปีที่ 5 ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ขณะที่บางรายจบวิศวกรรมศาสตร์และประกอบอาชีพที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า หากกระบวนการตรวจสอบเอกสารในอดีตมีข้อผิดพลาด ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปถึงการศึกษา การทำงาน สิทธิทางกฎหมาย และโครงสร้างทะเบียนราษฎรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกกล่าวถึงหรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้ครบถ้วน ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นธรรม การตรวจ DNA หรือข้อมูลเอกสารเพียงบางส่วนควรถูกนำไปประกอบการสอบสวนร่วมกับพยานหลักฐานอื่น ไม่ควรใช้ตัดสินบุคคลล่วงหน้า

มุมมองต่อการทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3

กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า การจดทะเบียนสมรส การรับรองบุตร และการขอสัญชาติเป็นกระบวนการที่มีผลต่อสิทธิของบุคคลในระยะยาว หน่วยงานรัฐจึงควรพัฒนาระบบตรวจสอบข้อมูลให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ขณะเดียวกันประชาชนควรระมัดระวังการรับจ้างลงชื่อ จดทะเบียนสมรส หรือให้ใช้เอกสารส่วนตัว เพราะอาจนำไปสู่ความผิดทางกฎหมายและผลกระทบต่อชีวิตในอนาคต

ข้อสรุป: ทลายขบวนการพ่อไทยทิพย์เฟส 3 แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบทั้งเอกสาร DNA บุคคลตัวกลาง บริษัท และเส้นทางการเงินอย่างเป็นระบบ การเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบคอบและการดำเนินคดีตามหลักฐาน จะช่วยปกป้องความถูกต้องของทะเบียนราษฎรและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น

ที่มา – ทลายขบวนการ ‘พ่อไทยทิพย์’ เฟส 3 ปูพรมค้น 22 จุด พบจ้างวินจยย. 5,000 บาท จดทะเบียนสมรสหญิงจีน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *